วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เคล็ดลับ การล้างรถ ที่คุณอาจมองข้ามไป

วันนี้ขอนำเอาเกร็ดความรู้เล็กๆน้อย เกี่ยวกับเรื่องรถยนต์ มาฝากกันหน่อย เพราะเรื่องของรถยนต์นั้นมีร้อยแปดปัญหา ก็ลองหยิบเคล็ดลับเรื่องรถยนต์มาให้ส่องกันหน่อย ถือได้ว่าไม่ควรมองข้ามเลยนะึคะ

  1. ไม่ควรล้างรถเองในตอนเย็น เพราะหากล้างแล้วจอดทิ้งไว้ อาจทำให้เกิดสนิมในจุดที่เราเช็ดไม่แห้ง เว้นเสียแต่ว่า คุณจะมีเครื่องเป่าน้ำให้แห้ง หรือไม่ก็ต้องยอมเปลืองน้ำมันเอารถออกไปขับไกล ๆ ให้ลมช่วยทำให้ทุกซอยทุกมุมแห้งสนิท วิธีนี้คุณผู้ชายอาจใช้เป็นข้ออ้างในการออกจากบ้านตอนเย็นๆ ได้นะครับ ไม่ว่ากัน
  2. ไม่ควรล้างรถกลางแดด เพราะนอกจากคนล้างอาจไม่สบายได้แล้ว แสงแดดจะทำให้น้ำแห้งเร็วจนเช็ดไม่ทัน ซึ่งอาจทำให้เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถได้
  3. ไม่ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรถแทนการล้างรถ เพราะจะเป็นการทำลายสภาพสี ผงฝุ่นต่างๆ ที่ติดบนผ้าจะทำให้เกิดรอยขนแมวยิ่งเช็ดรถมากครั้งขึ้นเท่าไหร่ การเกิดรอยก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
  4. ไม่ควรใช้ไม้ขนไก่ หรือแปรงปัดฝุ่นทุกชนิด ปัดฝุ่น เพื่อทำความสะอาด เพราะมันเหมือนกับการใช้กระดาษทรายเช็ดรถเลยทีเดียว ในขณะที่ปัดฝุ่น ไม้ปัดฝุ่นจะลากถูฝุ่นหรือเม็ดทรายไปตามผิวสีรถ ทำให้เกิดริ้วรอยได้

เมื่อล้างรถเสร็จแล้วล่ะ ควรทำอย่างไร

  1. ควรใช้ผ้านุ่ม ๆ ในการเช็ดรถ เนื่องจากผ้าเหล่านี้จะไม่ทำให้รถเป็นรอย การเช็ดรถที่ถูกต้องก็เหมือนกับการล้าง คือควรเช็ดจากด้านบนไล่ลงมาด้านล่างของรถ เพื่อให้น้ำหยดลงด้านล่างให้หมด จะได้ไม่ต้องทำงานสองต่อคะ
  2. ส่วนของรถที่ต้องระวัง คือ ด้านในขอบประตูทั้งหมด ด้านในกระโปรงหลัง ด้านในฝาถังน้ำมัน กระจกหน้ารถ ควรเช็ดให้แห้งที่สุด อย่ามองข้ามเป็นอันขาดนะคะ
  3. ล้อแม็กซ์ ก็ควรจะเช็ดให้แห้งด้วย เพราะถ้าไม่เช็ดจะเกิดเป็นคราบน้ำขึ้น ถ้าปล่อยไว้นาน ๆ คราบน้ำเหล่านั้นจะเช็ดออกยากจนถึงเช็ดไม่ออกเลยนะคะ

ที่มา : http://auto.sanook.com/item/996-เคล็ดลับ-การล้างรถ-ที่คุณอาจมองข้ามไป.html

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ดูบอลอย่างไร ไม่ให้เพลีย

ช่วงนี้มองไปทางไหน ก็เจอแต่น้อง ๆ ตาหมีแพนด้า บางคนก็ถึงกับนั่งสบปะหงกกันเลยทีเดียว ท่าทางเพลีย ๆ แบบนี้ต้องมาจากการอดหลับอดนอนดูบอลโลกกันจนดึกดื่นเป็นแน่...เห็นอย่างนี้แล้ว S!Campus ก็อดรนทนไม่ไหว จึงนำเคล็ดลับเสริมความกระชุ่มกระชวยหลังดูบอลมาฝากกันค่ะ
เคล็ดลับอย่างแรก ก็คือ การรับประทานอาหารนั่นเอง...น้อง ๆ หลายคนเวลาที่ดูบอลโลก มักตระเตรียมขนมนมเนยไว้อย่างพร้อมเพรียง ด้วยเกรงว่าจะหิวระหว่างเชียร์บอล โดยที่ไม่รู้เลยว่า เจ้าขนมเหล่านี้นี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำร้ายสุขภาพของเราค่ะ ทั้งก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคกรดไหลย้อน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น น้อง ๆ ไม่ควรรับประทานอาหารระหว่างที่ดูบอล เพราะจะทำให้ร่างกายต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา และส่งผลให้เกิดอาการจุกแน่นบริเวณหน้าอกขณะที่เรานอนหลับ นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่เย็นจัด เพราะจะเพิ่มภาระให้กับระบบภายในร่างกายที่ต้องการความร้อนในการย่อยอาหาร แต่เรากลับดื่มแต่น้ำเย็น ๆ ทำให้ร่างกายต้องพยายามปรับอุณหภูมิ จนเกิดการสูญเสียพลังงาน ทำให้เรานอนหลับได้ยาก หากรู้สึกหิวน้ำก็ควรเลือกดื่มน้ำเปล่าแบบไม่เย็นจะดีกว่าค่ะ
เคล็ดลับที่สอง ก็คือ หลีกเลี่ยงอบายมุขทั้งปวง...โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีแคลอรีสูง และแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายของน้อง ๆ เกิดการตื่นตัว กระตุ้นเลือดให้สูบฉีดอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เรารู้สึกอ่อนล้า อ่อนเพลีย ลุกไม่ไหว และไม่สดชื่นในช่วงเช้าอีกด้วย ส่วนสิงห์อมควันทั้งหลายก็ควรงดสูบบุหรี่ระหว่างเกม ปอดจะได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นส่วนช่วยให้ร่างกายสดชื่นในตอนเช้าได้ค่ะ

เคล็ดลับอย่างที่สาม ก็คือ พักเสียงและตะโกนเมื่อถึงจุดไคลแม็กซ์จริง ๆ...การตะโกนเชียร์เสียงดังอาจทำให้น้อง ๆ เกิดอาการเจ็บคอ เสียงแหบ เส้นเสียงอาจอักเสบ หรือเกิดอาการไอ ซึ่งส่งผลให้เรานอนหลับได้ไม่สนิทค่ะ
นอกจาก 3 เคล็ดลับที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว "ความเครียด" ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อสภาพร่างกายของเราเช่นกัน เพราะอาการเครียดต่อเกมการแข่งขัน จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ปกติ เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และระบบการหายใจผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้เรานอนหลับยาก หลับไม่สนิท และเกิดอาการเพลียในวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้การแข่งขันที่ตื่นเต้น เร้าใจ อาจทำให้น้อง ๆ ลืมแม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำ เรียกได้ว่า กักเก็บปัสสาวะเอาไว้จนล้นเขื่อนเลยทีเดียว...ส่งผลให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะเกร็งตัว และควบคุมการถ่ายปัสสาวะลำบากขึ้น ซึ่งจะทำให้น้อง ๆ ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ในตอนกลางคืน ทำให้เราพักผ่อนไม่พอ และเกิดอาการอ่อนเพลียได้ในที่สุดค่ะ

รู้เคล็ดลับง่าย ๆ อย่างนี้ก็อย่าลืมทำตามกันนะคะ...^^

ที่มา : http://campus.sanook.com/ดูบอลอย่างไร-ไม่ให้เพลีย-924020.html

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เช็คโครงหน้าก่อนเกล้าผม


ใบหน้าคนเราใช่จะมีโครงร่างเหมือนกันทุกคนไป บางทรงยังลดจุดด้อยของโครงหน้าเราได้ด้วย
ใบหน้ากลม
สาวๆ ที่มีใบหน้ากลม การเกล้าผมใหญ่ๆ พองๆ จะยิ่งทำให้หน้าของคุณยิ่งโตขึ้นไปอีก วิธีแก้คือน่าจะยกผมให้สูงแต่ไม่ต้องมากเกินไป เพราะการทำเช่นนี้ก็จะช่วยให้ลดความกลมของใบหน้าได้ดีทีเดียว
ใบหน้ายาว
สาวที่มีใบหน้ายาว สิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือดูผมให้สมดุลกับทรง ทำผมโดยการปาดเฉียงให้ลบส่วนรูปหน้ายาวให้ดูสั้นลง หรือถ้ามีโหนกแก้มหรือกรามใหญ่ อาจจะหาลูกเล่นด้วยการใช้ลูกผมออกมาช่วยปิดในช่วงแก้ม ก็สามารถลดจุดบกพร่องได้
ใบหน้าเหลี่ยม
สาวที่มีใบหน้าเหลี่ยม ควรหามุมปิดส่วนบกพร่องในจุดนั้นโดยการแสกข้าง แล้วเน้นปลายผมหรือลูกผมมาปิดบริเวณใบหน้าก็จะช่วยให้ดูเล็กลง หรือการยกผมด้านหน้าให้สูงขึ้นก็ช่วยลดข้อบกพร่องนี้ได้เช่นกัน
สำหรับคุณสาวๆ ที่เป็นคนหูกาง เวลาเกล้าผมคุณต้องหวีผมปิดตรงส่วนบริเวณใบหูให้แนบลง เหมือนเอาปอยผมมาเกี่ยวไว้เล็กน้อยจะช่วยให้ดูหูไม่กางได้ ที่สำคัญห้ามคุณทำผมแบบเปิดหูทั้งหมด เพราะมันจะยิ่งเพิ่มจุดด้อยบนใบหน้าให้เห็นเด่นชัดเกินไป
ที่มา : http://women.sanook.com/เช็คโครงหน้าก่อนเกล้าผม-924035.html

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

8 เคล็ดล้างหน้าที่คุณไม่เคยรู้

รู้หรือเปล่า สาเหตุหนึ่งของปัญหาสิว นั่นก็คือการล้างเครื่องสำอางค์ออกจากใบหน้าไม่หมดจด แล้วยังทำให้การบำรุงผิวที่ตามมาลงใบบำรุงอย่างไม่เต็มที่อีกด้วย

เรื่องที่น่าสนใจก็คือ มีสาวๆ จำนวนไม่น้อยเลยที่เชี่ยวชาญเรื่องการแต่งหน้ามากขั้นตอน ยิ่งกว่าการล้างเครื่องสำอางค์เพียงหนึ่งขั้นตอนเสียอีก อย่างนี้ต้องพกเคล็ดลับกันด่วน ผิวจะได้หายใจได้ และไม่แบกสารเคมีจากเครื่องสำอางค์ไว้บนใบหน้าอีกต่อไป

เคล็ดข้อ 1: เลี่ยงสารล้างหน้าที่มีสารสังเคราะกลุ่ม SLS (หรือ SLES)

นั่นเพราะสารเคมีกลุ่มนี้ทำหน้าที่ลดแรงตึงผิว (Sodium Lauryl Sulfate) ทำให้โฟมล้างหน้าเกิดฟอง หลังล้างหน้าผิวจะรู้สึกตึง จึงทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าหน้าสะอาด ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เป็นสารเคมีควรเลี่ยงที่อาจทำให้ผิวแพ้ได้ และในปัจจุบันก็มีสารทดแทนสารเคมีตัวนี้มากมายและยังสกัดได้จากธรรมชาติอีกด้วย

เคล็ดข้อ 2: เคล็ดคือการรักษาความสมดุล

จุดประสงค์ของการล้างหน้า (ที่ไม่รวมการลบเครื่องสำอาง) คือการชะล้างคราบสกปรกและไขมันที่อาจไปอุดตันรูขุมขน แต่การใช้โฟมล้างหน้าที่ทำให้ผิวตึง จะสร้างโอกาสในการนำไขมันตามธรรมชาติให้หลุดออกไป และทำให้สภาพความเป็นกรดอ่อนๆ ของใบหน้า (ที่ทำหน้าที่กำจัดแบคทีเรีย) เปลี่ยนไป ทางที่ดีจึงควรเน้นสารล้างหน้าที่ไม่ทิ้งความตึงผิว และยังคงรู้สึกว่าผิวชุ่มชื่นหลังใช้
เคล็ดข้อ 3: ล้างหน้าตอนเช้าน้อยๆ

เรากำลังหมายถึงการล้างหน้าที่ให้อ่อนโยนที่สุดในช่วงเช้า อาจเป็นสารล้างหน้าที่ไม่มีฟอง การเช็ดด้วย Wipe ที่อ่อนโยน หรือแม้แต่การล้างน้ำเปล่า นั่นเพราะช่วงเวลานอนผิวหน้าของไมได้เผชิญกับฝุ่นควันใดๆ นอกเสียจากการขับเหงื่อและผลิตไขมันเพียงเล็กน้อย จึงไม่มีความจำเป็นอะไร ที่เราจะใช้โฟมล้างหน้าฟองหนาๆ ให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้น

เคล็ดข้อ 4: ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งก็พอ

เมื่อเคล็ดลับคือการรักษาระดับไขมันตามธรรมชาติให้ทำงานตามปกติ การล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น ก็เพียงพอมากแล้ว แต่เน้นสักนิดในช่วงเย็น ที่หากเราแต่งหน้ามาก ก็ควรเช็ดล้างด้วยคลีนซิ่ง โลชั่น หรือ คลีนซิ่ง ออยล์ ก่อน จากนั้นจึงค่อยล้างออกอีกครั้งเพื่อให้ผิวสะอาดที่สุด อาจตามด้วยโทนเนอร์ที่เน้นสารสกัดจากรรมชาติ เพื่อให้กลไกผิวทำงานสอดคล้องกัน

เคล็ดข้อ 5: กดเบาๆ และนวด

ผิวหน้ามีความบอบบางมาก ยิ่งเราลงแรงมากเท่าไร ผิวอาจบอบช้ำ เกิดริ้วรอย หรือรูขุมขนอาจกว้างมากขึ้น ขณะล้างหน้า ลองขยี้เนื้อเจล หรือครีมล้างหน้าก่อนบนฝ่ามือ จากนั้นกดเบาๆ บนผิวแล้วนวดวนเป็นวงกลมให้ทั่วใบหน้า ล้างออกให้หมดจด และใช้ผ้าขนหนูเนื้อนุ่มๆ ซับเบาๆ ให้แห้ง

เคล็ดข้อ 6: แยกการล้างหน้าและการสครับออกจากกัน

แม้การใช้ครีมล้างหน้าที่ผสมสารสครับ (แบบ 2 in 1) จะทำให้เรารู้สึกสะดวกสบาย แต่ก็สามารถทำร้ายผิวได้อย่างไม่ตั้งใจ เพราะการล้างหน้าควรเบามือ ในขณะที่การสครับคือการกดและใช้สารบางชนิดมาช่วยขัดลอกเซลล์ผิว ที่ไม่ควรทำบ่อยๆ หรืออย่างมากเพียงอาทิตย์ละครั้ง ดังนั้นยิ่งไม่เป็นการดีแน่หากเราล้างหน้าพร้อมสารสครับในทุกวัน ที่เป็นการกำจัดสารหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติออกอย่างไม่ตั้งใจ

เคล็ดข้อ 7: ล้างมือให้สะอาดก่อนล้างหน้า

เพราะมือของเราสะสมเชื้อโรคไว้มากมายในแต่ละวัน การปล่อยให้เชื้อโรคเหล่านี้ติดบนใบหน้าจึงไม่ดีแน่ ทางที่ดีควรล้างมือให้สะอาดก่อนด้วยสบู่ หรือล้างหน้าหลังอาบน้ำ จากนั้นจึงค่อยบีบสารล้างหน้าลงบนฝ่ามือ แล้วล้างตามขั้นตอน
เคล็ดข้อ 8: สระผมก่อนล้างหน้า

มีสาวๆ หลายคนมีสิวเพราะแพ้แชมพู ด้วยเพราะแชมพูมีสารเคมีหลายๆ ชนิดเป็นส่วนผสม ซึ่งมีความเข้มข้นสูง เสี่ยงต่อการระคายเคืองง่าย ดังนั้นแล้ว ควรที่จะล้างหน้าเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทั้งยังเป็นการทำความสะอาดคราบแชมพูออกจากใบหน้าไปในตัว

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เทคนิคดูแลเสื้อผ้าหน้าฝน



ปีนี้ฝนตกก่อนเข้า สู่ฤดูฝนเสียอีก หลายคนคงทนไม่ได้กับปัญหาเสื้อผ้าอับชื้นและยังเบื่อหน่ายกับการซักผ้า วันนี้เราจึงอยากนำเสนอเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้การดูแลเสื้อผ้าตัวโปรดของคุณสะอาดสดใสใหม่อยู่เสมอ เพราะการดูแลเสื้อผ้า และเนื้อผ้าก็เท่ากับว่าจะได้ผลทางอ้อมใน การดูแลผิวนุ่มของคุณด้วย และหลากหลายเคล็ดลับจำง่ายนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีในการซักผ้าสำหรับคุณ
  • ซักมือด้วย เครื่องซักผ้า
    เชื่อหรือไม่ ว่าเครื่องซักผ้าสมัยใหม่สามารถ ‘ซักมือ' ได้ หลายคนอาจเคยเห็นว่าเสื้อผ้าบางประเภทมีสัญลักษณ์ระบุว่าให้ซักด้วยมือ หมายความว่าควรซักและตากแห้งอย่างนุ่มนวลที่ระดับอุณหภูมิต่ำ เดิมเคยใช้วิธีซักด้วยมือ บีบน้ำออกเบาๆ แล้ววางบนพื้นเรียบเพื่อตากให้แห้ง แต่ด้วยโปรแกรมซักมือของเครื่องซักผ้า เครื่องจะทำการ ซัก ล้างน้ำเปล่า และปั่นแห้ง อย่างนุ่มนวลโดยใช้น้ำในปริมาณและอุณหภูมิที่เหมาะสม
  • ควรซักแห้ง หรือไม่ซักแห้งดี
    ก่อนอื่นขอให้เลือก น้ำยาซักแห้งที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ซักแห้งเมื่อเสื้อผ้าสกปรกจริงๆ เท่านั้น เสื้อผ้าครึ่งหนึ่งแทบไม่จำเป็นต้องซักแห้งเลย เพียงตากลมแล้วนำมารีด หรือจะใช้เครื่องอบผ้า Electrolux Iron Aid ก็ได้ การใช้เครื่องอบผ้า นอกจากจะช่วยให้ผ้าคุณแห้งอย่างรวดเร็วแล้ว คุณยังจะได้ผ้าที่สะอาด นุ่มอีกด้วย
  • ถุงซักผ้าช่วยให้ซักได้ดี ในราคาที่ไม่แพง
    เครื่องซักผ้าของคุณดีไหม? และชุดชั้นในถือเป็นสมบัติล้ำค่าของคุณหรือไม่? ถ้าใช่ก็ควรใช้ถุงซักผ้า ซึ่งเป็นถุงตาข่ายไนล่อนใบเล็กมีซิปรูดปิด สำหรับชุดชั้นใน, กางเกงชั้นในผ้าไหม, กางเกงชั้นในลูกไม้, ถุงน่องไนลอน หรือชุดนอน นอกจากนั้นยังควรใส่เสื้อผ้าที่มีตะขอและซิปในถุงซักผ้า เพื่อกันไม่ให้ตะขอไปเกี่ยวเสื้อชุดอื่น ถุงซักผ้าช่วยปกป้องเสื้อผ้าขณะหมุนในถัง และปกป้องไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนในถังซัก ถ้ามีลวดหรือวัสดุที่อาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนลอยไปมาในถัง
  • จำเป็นต้อง ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มหรือไม่
    น้ำยาปรับผ้านุ่ม ช่วยให้ผ้าที่ซักนุ่มขึ้น และช่วยลดไฟฟ้าสถิตลง หลังผ้าแห้งแล้วจะให้ความนุ่มหอมนาน ดังนั้นจึงควรใช้กับผ้าใยสังเคราะห์ และอาจมีประโยชน์สำหรับพื้นที่ที่ มีน้ำกระด้าง
  • ทำอย่างไร ผ้าจึงนุ่ม
    หากลืมเรื่อง น้ำยาปรับผ้านุ่ม คุณจะทำให้การซักผ้าเช็ดตัวและเสื้อหนาวนุ่มขึ้นได้โดยนำไปใส่ลงในเครื่องอบผ้าแห้งสองสาม นาทีหลังจากซักจากเครื่องเสร็จแล้ว จากนั้นอาจอบแห้งต่อในเครื่องหรือนำไปตากให้แห้งก็ได้
  • ดูแลให้ เสื้อชั้นในสตรีขาวสะอาด
    ชุดชั้นในที่ทำจาก ผ้าใยสังเคราะห์สีขาวส่วนใหญ่มีการย้อมสีขาว เมื่อคุณใช้สารฟอกขาวซัก สีขาวที่ย้อมไว้จะถูกกัดออกเป็นสีเทา ควรซักชุดชั้นในด้วยผงซักฟอกสำหรับผ้าสี ซึ่งไม่มีสารฟอกขาว
  • ลงทุนซื้อ เครื่องซักผ้าที่ประหยัดพลังงาน
    เครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้าทุกเครื่องจะบอกระดับการประหยัดพลังงานจาก A ถึง G ตามระดับพลังงานที่ใช้ A+ เป็นระดับการประหยัดพลังงานสูงสุด วิธีนี้ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อาหารสิวๆ ที่สาวๆ ควรระวัง


เรื่องธรรมดาที่ซ่อนความไม่ธรรมดาไว้ เพราะอาหารนอกจากจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว อาหารยังมีส่วนทำให้เกิดโรคและช่วยป้องกันรักษาโรคได้เช่นกัน ดังนั้นการกินอาหาร จึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ยกตัวอย่างใกล้ตัว อย่าง "สิว" ที่มีคนไข้จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มีต้นเหตุหรือปัจจัยเสริมของสิวก็มาจากอาหารที่รับประทานนั่นเอง ซึ่งอาหารที่กระตุ้นและก่อให้เกิดสิวมี 3 ประเภทหลัก คือ

  1. นม ผลิตภัณฑ์จากนม Daily Product เช่น นมข้นหวาน ชีส โยเกิร์ต ไอศกรีม เค้ก เบเกอรี่ และอาหารที่ผสมของนม เนื่องจากนมเป็นอาหารย่อยยาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะเกิดหมักหมมในกระเพาะอาหาร และเกิดการเจริญเติบโตของ Yeast ซึ่งเมื่อเพิ่มมากขึ้นก็จะเกิดการกระตุ้นให้เกิดสิวได้ แต่ถ้าหากเกรงว่าจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่คอยได้รับจากนม เราสามารถเลือกทานจากอาหารกลุ่มอื่นได้ เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ปลาตัวเล็ก และเนื้อสัตว์ เพื่อทดแทนโปรตีนและแคลเซียมจากนมได้
  2. อาหารที่หวานจัด ก็จะเป็นอาหารของยีสต์ในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกัน ทำให้ยีสต์เจริญเติบโตได้ และยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ฮอร์โมนไม่คงที่ ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา เป็นสาเหตุของการเกิดสิวเพิ่มมากขึ้น
  3. คาเฟอีน จากชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม เป็นตัวกระตุ้นให้ยีสต์เติบโตและเกิดท็อกซินเป็นของเสียในร่างกาย และกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่ายคนที่มีอาการสิวอักเสบมาก เป็นๆ หายๆ ตลอดเวลา หากทำการรักษามาหลายวิธี แต่สิวก็ยังไม่หายขาด อาจทดลองได้โดยการงดอาหารทั้ง 3 กลุ่ม ดังกล่าวข้างต้น สัก 1-2 เดือน หากผลที่ออกมาทำให้เกิดสิวลดลงหรือไม่เกิดสิวใหม่ ก็เป็นไปได้ว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่ถูกกระตุ้นให้เกิดสิวจากอาหารเหล่านี้ และสามารถแก้ไขปัญหาสิวได้ไม่ยากอีกต่อไป

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นิสัยของน้องหมาแต่ละเพศ (ต่อ)

นิสัยของสุนัขตัวผู้
  • อ้อนเจ้าของ หมาตัวผู้จะติดเจ้าของมากกว่าตัวเมีย และมักจะเฝ้าเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของมากกว่าตัวเมีย
  • ร่าเริงหมา ตัวผู้จะชอบเล่น มีนิสัยร่าเริง ขี้เล่น ตั้งแต่เล็กจนโต
  • ชอบกลิ่นอาหารหมา ตัวผู้มักเห็นแก่กิน หรือเรียกว่าสามารถถูกกระตุ้นได้ง่ายโดยกลิ่นอาหารหอมๆ
  • สนใจผู้คน หมาตัวผู้มักให้ความสนใจกับบรรดาผู้คนต่างๆมากกว่าหมาตัวเมีย ชอบเล่นกับเจ้าของ
  • นิสัยก้าวร้าว มักมีนิสัยก้าวร้าวกับตัวผู้ด้วยกัน โดยเฉพาะช่วงฤดูผสมพันธุ์

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นิสัยของน้องหมาแต่ละเพศ

นิสัยของสุนัขเพศเมีย
  • รักอิสระ หมาตัวเมีย มีนิสัยรักความอิสระ ชอบอยู่ตัวเดียวลำพัง ไม่ค่อยติดเจ้าของเท่าไหร่ ประเภทพอคิดถึงเจ้าของค่อยมาหา
  • หัวแข็ง จะเป็นหมาตัวที่เป็นคนควบคุมฝูงโดยธรรมชาติ จึงทำให้หมาตัวเมียเป็นใหญ่ในบ้านและคอยจัดการหมาตัวอื่นให้อยู่ภายใต้คำสั่งของตน
  • หวงอาณาเขตหมา ตัวเมียก็แสดงอาณาเขตปักปันเขตแดนเฉกเช่น หมาตัวผู้
  • ชอบเก็บตัว มีนิสัยไม่ชอบอ้อนเจ้าของ ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งเก็บตัวมากขึ้น
  • อารมณ์แปรปรวน หมาตัวเมียที่ไม่ได้ทำหมันก็จะมีอารมณ์แปรปรวนได้ตามการเป็นสัด
    โดยช่วงเป็นสัดจะมีปีละ 2 ครั้ง หมาตัวเมีย จะมีอารมณ์และนิสัยแปรเปลี่ยนไป หงุดหงิดง่าย

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วิธีจับกระต่าย

กระต่ายเป็นสัตว์ที่ตกใจง่าย ดังนั้นการจับกระต่ายจะต้องทำด้วยความนุ่มนวลและถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยของตัวกระต่ายและตัวผู้จับด้วย ไม่ควรจับกระต่ายโดยการหิ้วหูเพราะจะทำให้กระต่ายเจ็บปวด และอาจเป็นสาเหตุทำให้กระต่ายหูตกได้ การจับกระต่ายที่ถูกวิธีมีดังนี้

  1. ลูกกระต่าย ใช้มือที่ถนัดจับหนังบริเวณสะโพกให้มั่นคง แล้วยกขึ้นตรงๆ
  2. กระต่ายขนาดกลาง ใช้มือขวา ( หรือมือที่ถนัด ) จับหนังเหนือไหล่ให้มั่นคง อาจรวบหูมาด้วยก็ได้ มือซ้ายรองใต้ก้นให้ด้านหน้าของกระต่ายหันออกนอกตัวผู้จับ
  3. กระต่ายใหญ่ ใช้มือขวาจับแบบวิธีที่ 2 แล้วยกอ้อมขั้นมาทางซ้ายมือใช้แขนซ้ายหนีบให้แนบชิดลำตัว โดยใช้มือซ้ายช่วยประคองก้น ให้หน้ากระต่ายหันไปทางหลังของผู้จับและขากระต่ายชี้ออกนอกตัวผู้จับ

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การป้องกันโรคให้กระต่าย

ทำได้โดยพยายามลดสาเหตุของโรคให้เหลือน้อยที่สุดได้แก่

  1. เลือกชื้อกระต่ายที่แข็งแรงและปลอดโรคมาเลี้ยง
  2. ดูแลกระต่ายให้อยู่สภาพที่สบาย สะอาด ได้รับอาหารและน้ำเพียงพอ ไม่ร้อนเกินไป และมีอากาศถ่ายเทสะดวก
  3. หมั่นตรวจและสังเกตุลักษณะอาการของกระต่ายเป็นประจำ ถ้าพบกระต่ายป่วย ควรแยกไปเลี้ยงในที่เฉพาะและทำการรักษาทันที ถ้าไม่สามารถรักษาได้ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ ส่าหรับกระต่ายตัวอื่นที่ยังไม่ป่วยควรดูแลเป็นพิเศษและทำความสะอาดโรงเรือนให้บ่อยขี้น
  4. ไม่ควรใช้ยาเอง ถ้าไม่มีความรู้เพียงพอ ถ้าจะใช้ยาเองควรทำตามคำแนะนำของ สัตวแพทย์ และไม่ควรใช้ยาโดยไม่จำเป็นเพราะจะทำให้เชื้อโรคตื้อยาได้

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กระต่ายป่วยหรือเปล่า จะรู้ได้ยังไง

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับธรรมชาติของกระต่ายกันก่อนดีกว่า เนอะ เพราะว่า เมื่ออยู่ตามธรรมชาตินั้น กระต่ายไม่มีเขี้ยวเล็บไปต่อสู้ป้องกันตัวกับใคร และกระต่ายมีผุ้ล่าอยู่มากมายเต็มไปหมด ดังนั้น ด้วยสัญชาตญาณทางธรรมชาติ จึงทำให้กระต่ายเก็บอาการเจ็บป่วยไว้ เพื่อไม่ให้เป็นเป้าโจมตีของผู้ล่าต่างๆ แต่ว่า ก็ทำให้เราที่เป็นผู้เลี้ยงดูได้ยากเช่นกัน ว่ากระต่ายป่วยอยู่หรือเปล่า กว่าจะรู้อีกที ก็สายเกินเยียวยาแล้วก็มี เพราะว่า กระต่ายจะไม่ร้องพร่ำเพรื่อ และ อาการที่กดเก็บเอาไว้นั้น จะแสดงออกมาให้เห็นก็ต่อเมื่ออาการป่วยรุนแรง จนกระต่ายเองไม่สามารถจะซ่อนอาการไว้ได้อีกแล้ว นั่นก็คือ สายเกินไปค่ะ เพราะแบบนี้แหละ เพื่อนๆ จึงควรจะหมั่นให้ความสนใจกับกระต่ายให้มากๆ และควรตรวจดูกระต่ายทุกๆวัน ว่ามีอาการอะไรผิดปกติหรือไม่
ทีนี้ก็คงเกิดคำถามแล้วใช่ม๊า ว่าดูอย่างไร
  1. วิธีดูง่ายๆก็คือ กระต่ายจะซึมค่ะ ไม่เดินมาหาเหมือนทุกที นอนอยู่มุมกรง ไม่กินอาหาร
  2. อึของกระต่าย ตรวจดูว่า อึเหลวหรือไม่ หรือว่า ไม่มีอึเลยหรือเปล่าหากไม่มีอึเลยในกรง หรืออึน้อยผิดปกติ มีโอกาสสูงนะคะ ที่กระต่ายอาจจะเกิดการอุดตันในทางเดินอาหาร ซึ่งอึของกระต่ายบอกอะไรได้หลายๆอย่างเลยทีเดียว หากอึของกระต่ายมีขนาดเล็กลง หรือว่า มีสิ่งแปลกปลอมผสมอยู่ เช่น มีขนติดกับก้อนอึมากๆ เราควรจะต้องระวังให้ดีเลยค่ะ อาจจะพาไปให้หมอ เอ็กซเรย์ดูก็ได้ค่ะ ว่ามีการอุดตันหรือไม่
  3. ตัวร้อนค่ะเราจะวัดอุณหูมิร่างกายของกระต่ายตรงหูนะคะ หากว่า หูของกระต่ายร้อนผิดกว่าทุกที แปลว่า ไม่สบายค่ะ (ลองเทีบกับหูกระต่ายตัวอื่นๆที่เลี้ยงก็ได้ค่ะ) ส่วนหากหูเย็นผิดปกติ แปลว่า อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงมากๆ ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณบอกถึงอาการเจ็บป่วยได้นะคะ
  4. หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังฟึ่ดๆ ผิดปกติ แปลว่า อาจจะเกิดอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจค่ะ หรือไม่อาจจะเกิดจากการแพ้อะไรบางอย่าง เช่น ขี้เลื่อยปูพื้นกรงที่ใช้อยู่
  5. น้ำตาไหลอาจจะเกิดจากตาอักเสบ หรือมีการติดเชื้อที่ตาเป็นต้น
  6. คอเอียง เป็นไปได้ค่ะ ว่าอาจจะตกจากที่สูง หรือไม่ก็เกิดการอักเสบในช่องหู หรือไม่ก็ติดเชื้อจากอาการหวัด แล้วลามเข้าสู่หูชั้นใน อันนี้อันตรายมากนะคะ
  7. ขาแป หรือแบะออก บางครั้งอาการนี้ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิดนะคะ แต่เกิดจากการเลี้ยงกระต่ายบนพื้นผิวที่ลื่นมากตลอดเวลา หากกระต่ายเริ่มมีอาการแบบนี้ ควรจะเปลี่ยนให้ไปอยู่ตรงพื้นที่ไม่ใช่ผิวเรียบค่ะ
  8. มีน้ำไหลออกมาเลอะตรงคาง หรือว่า ทำท่าอยากอาหารแต่กินอาหารไม่ได้อันนี้สำคัญค่ะ เป็นไปได้ว่า กระต่ายมีปัญหาที่ฟัน เช่น ฟันยาว ฟันเอียง ทำให้ควบคุมน้ำลายไม่ได้ และกินอาหารไม่ได้ หรือบางรายอาจจะติดเชิ้อลงไปที่กรามอีกด้วย หากกระต่ายฟันผิดปกติควรจะพาไปหาหมอนะคะ เพราะว่า ไม่อย่างนั้นกระต่ายจะกินไม่ได้และตายในที่สุด อันที่จริงเราควรจะหมั่นตรวจฟันอยู่เรื่อยๆนะคะ เพราะว่า หากเราพบว่ากระต่ายฟันยาว หรือเอียงผิดปกติแต่เนิ่นๆ แล้วกระต่ายได้รับการตัดฟัน และดูแลอย่างดี ฟันก็อาจจะเข้าสู่รูปเดิมได้ แต่หากไม่ได้รับการรักษาเร็วพอ ฟันของกระต่ายจะยิ่งเกยกัน และเบี้ยวเสียรูปมากยิ่งขึ้น ทำให้ยิ่งรักษาได้ยากค่ะ นอกจากนี้อาการน้ำลายไหลออกมา อาจจะบ่งบอกถึงการกินพืช หรือสารเคมีที่มีพิษเข้าไปอีกด้วยค่ะ
  9. ฉี่เป็นเลือด กระต่ายที่ฉี่เป็นเลือดนั้น มีน้อยมากๆ ส่วนใหญ่พอเอาเข้าจริงๆ กลายเป็นสีในพืชที่กระต่ายกินเข้าไปค่ะ ไม่ได้เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยเลย แม้แต่นิดเดียวปกติแล้วฉี่ของกระต่ายจะมีสีเหลืองอ่อนๆ การที่ฉี่เป็นสีแดงนั้น จะเกิดจากฉี่มีสีค่อยๆเข้มขึ้นค่ะ จาก สีเหลืองอ่อน ไปเป็นเหลืองเข้ม แล้วเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นสีส้ม สีแดง ส่วนใหญ่เกิดจาก การกินผักที่มีเบต้าแคโรทีนมากๆ อย่างเช่น พวกแครอท เป็นต้น ในกรณีที่กินยาปฏิชิวนะก็มีผลค่ะ หรือบางครั้ง การกินน้ำน้อยก็มีส่วน เพราะว่าฉี่เข้มข้นขึ้น ทำให้มีสีเข้มขึ้นตามปกติแล้ว ภายในไม่เกิน 3 วัน กระต่ายจะฉี่เป็นสีเดิมค่ะ
  10. หวัดกระต่ายจะมีอาการน้ำมูกไหล และ จาม แต่บางทีคนมักจะสับสนกับอาการที่อาจจะเกิดจากฝุ่น หรือ น้ำเข้าจมูก ดังนั้นเมื่อกระต่ายมีอาการจามเหมือนคน หรือมีน้ำมูกไหล วิธีตรวจง่ายๆ ว่าเป็นหวัดหรือไม่ โดย ให้ลองตรวจที่เท้าหน้าของกระต่าย ถ้าหากพบว่า ขนติดกัน หรือ บริเวณนั้นเปียก แล้วล่ะก็ เดาได้เลยค่ะ ว่าเป็นหวัด เพราะว่ากระต่ายจะใช้เท้าหน้าในการถูจมูกน้ำมูกค่ะ ตอนแรกน้ำมูกจะใสก่อน ต่อมาจะขุ่น และหากไม่ได้รับการรักษา อาการจะลุกลามไปกลายเป็น ปอดอักเสบ และเสียชีวิตในที่สุด
  11. เชื้อรา จะเริ่มจากการติดเชื้อรานี้ ที่ส่วนหัว และ แพร่กระจายไปยังขา และเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณนิ้วเท้า หลังจากนั้น กระต่ายจะเริ่มมีแผลเกิดขึ้นตรงจุดที่ติดเชื้อรา และ โดยการติดเชื้อราจะมีขอบเขต เป็นวง และผิวหนังจะมีการระคายเคือง อาจจะมีอาการคัน และ เกิดสะเก็ดเป็นแผ่นแข็ง และขนร่วง เนื้อเยื่อทีอยู่ใต้สะเก็ดมักจะ มีอาการอักเสบ และ มีการแตกปริของผิวหนัง ค่ะ
  12. Ear Mite หรือ เรียกว่า ปรสิตที่อยู่ตรงรูหูค่ะลองกลับไปส่องดูในรูหูกระต่ายดูนะคะ ว่ามีก้อนคล้ายๆกับขี้ผึ้งสีน้ำตาลเข้มๆ เกาะอยู่ที่ในใบหูของกระต่ายหรือเปล่า

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รูปกระต่ายตัวใหม่



ผมน่ารักไหมคร้าบบบบบบบ.....อิอิ

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กระต่ายตัวใหม่

เมื่อคืนได้กระต่ายตัวใหม่มาด้วยแหล่ะ ตัวผู้ สีคาราเมล ยังไม่ได้ตั้งชื่อเลย น่ารักมาก ๆ อิอิ

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วิธีพิชิตใจน้องหมา

  • ลูบ คลำ เกา หมาช้อบ...ชอบ ลองใช้มือลูบคลำที่ตัว สุนัข อย่างทะนุถนอม เกาคอ หน้าอก หรือบริเวณใต้ท้องของมัน ถ้าหากเกาได้ถูกจุด อาจเห็นขาหลังของ น้องหมา ขยับยึกๆเหมือนจะเกาด้วย ทำให้มีความสุขและผ่อนคลาย
  • การแคะขี้หู เช็ดขี้ตา ทำหมาเคลิ้ม ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความห่วงใย เอื้ออาทรและดูแลเอาใจใส่ การแปรงขน หวีผมหมา สามารถทำให้น้องหมาตกหลุมรักได้อย่างง่ายๆอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทำให้สามารถสัมผัสน้องหมาอย่างใกล้ชิด
  • กิน ๆ เล่น ๆ หมารักจนตาย ชวนน้องหมาทำกิจกรรมพร้อมกับกล่าวชม ลองดูเพียงไม่กี่ครั้งมันจะเดินตามเราต้อยๆเชียว

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

น้องหมาน่ารัก

วันนี้เอารูปน้องหมามาฝากกันค่ะ



ส่วนตัวนี้น้องหมาที่บ้านค่ะชื่อ"จุ้นจ้าน"


วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วิธีแก้การกัดแทะของลูกสุนัข

ใช้สเปร์ยดับกลิ่น เช่นกลิ่นส้ม หรือน้ำส้มสายชูผสมน้ำให้จาง ๆ ใส่ฟ็อกกี้หรือถ้าเป็นรองเท้าก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรองเท้า หรือใช้สเปร์ยกลิ่นส้ม,น้ำส้มสายชูผสมน้ำฉีดที่ ๆ เราไม่ต้องการให้กัด เช่นที่ขอบตู้ ขอบเตียง รองเท้า กล่องกระดาษ เป็นต้น บางคนก็บอกให้เอาพริกไทยโรย จะได้ไม่กัด แล้วถ้าเค้ากัดมือ ก็ให้บีบปากแรงๆ หรือตีปากให้เจ็บแล้วพูดว่า"อย่ากัด"เสียงดุๆ หรือให้ร้องขึ้นมาดังๆทันทีที่เค้ากัด เค้าจะตกใจและเลิกกัดทันที จากนั้นค่อยสอนเค้าว่าอย่ากัดมืออีก

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รูป "ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน"

ชอบดูมากเลยค่ะ เลยเอารูปมาฝาก





ออกอากาศ : ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.45-19.45 น.