
2. ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับ การสครับผิวหน้ามากที่สุด คือ เวลากลางคืน เพราะในขณะที่เราหลับผิวจะได้รับการซ่อมแซมและฟื้นตัวจากการสูญเสียน้ำมัน หลังจากการสครับ
3. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์สครับผิวที่มีเนื้อขรุขระ โดยหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสกัดจากพืชประเภทข้าว เพราะเม็ดสครับที่ได้จะมีขนาดที่เล็กกว่า จึงไม่ขีดข่วนและทำอันตรายต่อผิว ทั้งนี้ การวิจัยเชิงเคมีของ The International Dermal Institute ยังระบุว่ากรดไฟติกและกรดเฟอรูลิค ซึ่งเป็นส่วนผสมในรำข้าวจะช่วยย่อยสลายเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพอย่างอ่อนละมุน ในขณะเดียวกันก็จะช่วยเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผิวจึงเนียนใส มีสุขภาพดี ซึ่งเป็นเคล็ดลับการดูแลผิวของชาวญี่ปุ่นมาแต่โบราณ นอกจากนี้ การใช้สำลีแผ่น หรือการถูผลิตภัณฑ์สครับลงบนมือที่เปียกน้ำก่อนนำไปขัดผิวหน้าอย่างเบาๆ ยังสามารถช่วยลดการเสียดสีของเม็ดสครับกับผิวได้อีกด้วย
4. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น นั่นคือ หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นกายภาพ ก็ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเคมีควบคู่กันไป เพื่อหลีกเลี่ยงการขจัดเซลล์ผิวในปริมาณที่มากเกินไป
5. สำหรับคนที่มีปัญหาผิวเป็นสิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดไกรโคลิค (AHA) หรือซาลิไซลิค (BHA) ซึ่งมีการวิจัยพบว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่เพียงช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นกระบวนการผลิตคอลลาเจน รวมถึงกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และชะลอกระบวนการผลิตเม็ดสีผิวอีกด้วย แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สครับที่ออกแบบโดยเฉพาะสำหรับผิว เป็นสิว
6. หากรู้ว่าต้องไปในสถานที่ที่มีแดดจัด เช่น ชายทะเล ควรหลีกเลี่ยงการสครับผิวอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
7. หลังจากสครับผิว สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่มีค่าของสารป้องกันแสงแดดไม่ต่ำกว่า SPF 15
8. สำหรับผู้ที่ใช้บริการผลัดเซลล์ผิวตามศูนย์บริการด้านความงามต่างๆ ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวอย่างน้อย 2 วัน และต้องไม่ลืมที่จะปกป้องผิวด้วยผลิตภัณฑ์กันแดด และทางที่ดีควรอยู่ในที่ร่มเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ที่มา : http://women.sanook.com/เมื่อคุณสาวๆ-อยากสครับ..ขัดผิว-924917.html



บันไดข้าวที่บานาเวนั้นเป็นการเกาะสลักภูเขาทั้งลูกในการอยู่ในจังหวัดอีฟูเกา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อใช้ในการปลูกข้าว จากประวัตินั้นมันมีอายุกว่าพันปี สมัยก่อนนั้นการทำนาจะต้องใช้พื้นที่ราบ หากแต่พื้นที่ภูมิประเทศนี้เต็มไปด้วยเขาสูงมีที่ราบ น้อย น้ำและเนื้อที่ในการทำการเกษตรจึงเป็นปัญหา ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน จึงได้คิดวิธีทำนาแบบขั้นบันไดขึ้นตามไหล่เขา โดยสกัดไหล่เขาให้เป็นชั้น ๆ ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได เพื่อ ช่วยเพิ่มเนื้อที่ในการเพาะปลูก เป็นการรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างไป อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งในแง่การชลประทา นโดยการเก็บกักน้ำฝน และยังช่วยป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย โดยนาข้าวที่บานาเวนั้นเป็นภูเขาสูงอยู่เหนือน้ำทะเล 5,000 ฟุต นาข้าวแต่ละแห่งมีเนื้อที่ 10,360 ตารางกิโลเมตร และในปี ค.ศ.1985 องค์การยูเนสโกได้จัดสถานที่นี้เป็นมรดกของโลก
เมืองทอรูน เป็นเมืองทางเหนือในประเทศโปแลนด์ ที่ยังคงสภาพเป็นเมืองเก่าสมันกลางไว้ได้ ที่นี้เป็นบ้านเกิดของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส( Nicolaus Copernicus)นัก ดาราศาสตร์ที่เสนอทฤษฏีว่าโลกเป็นจุดศูนย์กลาง โดยอายุของเมืองนี้มีมาอย่างยาวนานถึง 1,100 ปี ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานเก่าของโปแลนด์ โดดเด่นคือเป็นเมืองศูนย์กลางค้าและสถานที่เก่าแก่มากมาย และไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยแต่อย่างใด
ประภาคารเฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารและสถานที่ทางเข้าของ 'ลา คอรุญญา' ท่าเรือสำคัญ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวโรมันมาถึงบริเวณเมืองนี ้ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ผู้อาศัยในนิคมนี้ได้สร้างตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ไว้ และในไม่ช้าเมืองนี้ก็มีความสำคัญขึ้นในการค้าทะเล และหอหอเฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารที่เปิดทำการต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 1,900 ปี ซึ่งในบริเวณเดียวกันมีสวนประติมากรรม หินแกะสลักจากเหล็กและสุสานมุสลิม ในยุคที่อาณาจักรโรมันยังเรืองอำนาจ ถือเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงประภาคารโบราณสมัย กรีก-โรมัน ซึ่งยังคงให้เห็นความสมบูรณ์แบบของรังวัดในโครงสร้าง และการทำหน้าที่แต่ละ ส่วนสอดคล้องต่อเนื่อง 
เป็นสถานที่มาท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ในรัฐ Uttaranchal ซึ่งอยู่ทางเหนือของอินเดีย ประเทศอินเดีย ที่ถูกยอมรับว่าเป็นสถานที่มีชื่อเสียง สวยงามอย่างกับสวรรค์บนดินจนถูกนำมาบรรยายในวรรณคดีม าหลายศตวรรษและปรากฏใน ศาสนาฮินดูมาช้านานเพราะที่นั้นมีทะเลสาบศักดิ์สิทธิ ์เฮ็มกุน (Hemkund Sahib)ที่ พวกพราหมณ์ชอบนำน้ำในแม่น้ำนี้มาประกอบพิธีกรรมทางศา สนาประจำ(ใครเคยดู สารคดีตามรอยพระพุทธเจ้าอาจคุ้นๆ) อีกทั้งนักพฤษศาสตร์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะที่นั้นเต็มไปด้วยพรรณไม้ ดอกไม้นานาพันธุ์ และสถานที่แห่งนี้ได้ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในป ี 1982 และเป็นมรดกโลก
เมทิโอร่า ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศกรีซ เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมากด้วยความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างอยู่บนก้อนหินใหญ่สูงสง่า โดยอดีตสถานที่แห่งนึ้ถูกใช้เป็นที่พํานักของนักบวชค ริสต์นิกายออร์โธด็อก ซ์ ซึ่งได้สร้างอารามไว้บนยอดเขาด้วยมีความเชื่อที่ว่า จะได้ใกล้ชิดกับสวรรค์ และเป็นการง่ายต่อการป้องกันศาสนาอื่นมารุกรานอีกด้ว ย ด้วยความโดดเด่นของการสร้างสรรค์ของศิลปะแบบไบแซนไทน ์ เมทิโอร่า จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก้ใน ปี 1988
พุกาม เป็นเมืองในประเทศพม่า เคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณพุกาม (1044 - 1287) เป็นอาณาจักรแห่งแรกในประวัติศาสตร์พม่า ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ (Mandalay Division) อยู่ ห่างประมาณ 90 ไมล์ หรือ 145 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมัณฑะเลย์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เขตเมืองเก่า (เขตที่ตั้งอาณาจักรพุกาม) เขตเมืองใหม่ (เขตที่อยู่อาศัยปัจจุบัน) และยองอู (เขตพาณิชยกรรมและเศรษฐกิจ) มีสนามบินชื่อ สนามบินยองอู เป็นสนามบินประจำเมือง รายได้หลักของเมืองคือ การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนที่นี่เสมอทุกช่วงปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากแถบเอเชียด้วยกัน เนื่องจากพุกามได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทะเลเจดีย์ที่ สวยงามและมีคุณค่า หรือ ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะในสมัยรุ่งเรืองเคยมีเจดีย์มากมายถึง 4,446 องค์ ปัจจุบันเหลือแค่เพียง 2,217 องค์ น่าเสียดายตอนนี้พุกามเป็นเมืองที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก ทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติเต็มพร้อม ปัจจุบันรัฐบาลทหารพม่ากำลังพยายามเร่งเสนอชื่อและเตรียมความพร้อมให้เป็นมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมแห่งต่อไป
เมืองเลปติส เมกนา ตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงทริโปลีในประเทศลิเบียถูก ขนาม นามว่าเป็น อาณาจักรโรมันที่มีชื่อเสียงและงดงามมากที่สุดในแอฟร ิกา ซึ่งปัจจุบันยังคงสภาพ ความรุ่งโรจน์ ด้วยเพราะอาณาจักรถูกสร้างโดยหินปูน จึงทำให้ทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวนับครั้ง ไม่ถ้วน จุดเด่นของเมืองมิใช่เพียงแค่ความงาม เท่านั้น แต่ผังเมืองที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ไม่ว่า จะเป็นถนน, อาคารซึ่งถูกประดับตกแต่งอย่างงดงาม, โรงอาบน้ำโรมัน ซึ่งถูกวางผังไว้ในตำแหน่ง เหมาะสม, สภาประชุม, หอประชุมสำหรับขุนนาง หรือไม่ว่าจะเป็น โรงละคร หรือคอมเพล็กซ์
ห้องสมุดเซลซุสตั้ง เมืองเอเฟซุส ประเทศตุรกี ซึ่งเมืองเอเฟซุสเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่ส มัยปลายยุคโลหะ ในราวศตวรรษที่ 7 ก่อน คริสตกาล ภายใต้การปกครองของอาณาจักรลิเดีย เอเฟซุสเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุดในแถบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งภายใต้การปกครองของโรม ัน เป็นเมืองใหญ่ที่สุด 1 ใน 5 ของจักรวรรดิโรมัน และใหญ่ที่สุดในเขตเอเชีย... และห้องสมุดเซสซุสก็เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่หลงเหลือ อยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ ปัจจุบันเหลือเฉพาะด้านหน้าของอาคารเท่านั้น ห้องสมุดเซลซุส เป็นอาคาร 2 ชั้น สร้างในปี ค.ศ.114-117 โดย ดิเบริอุส จูลิอุส อาควิลา เพื่ออุทิศให้กับ 'ดิเบริอุส จูลิอุส เซลซุส' ผู้เป็นบิดา โดยฝังโลงศพหินเอาไว้ที่ใต้หอสมุดและใช้เป็นแหล่งรวบ รวมความรู้ แสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ในอดีต ห้องสมุดแห่งนี้มีทางเข้า 3 ทาง โดยบริเวณประตูทางเข้ามีรูปแกะสลักเทพี 4 องค์ประดับอยู่ ได้แก่ เทพีแห่งปัญญา เทพีแห่งคุณธรรม เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด และเทพีแห่งความรู้ รูปแกะสลักเทพีทั้ง 4 องค์นี้เป็นของจำลอง ส่วนของจริงนักโบราณคดีชาวออสเตรียได้นำกลับไปออสเตรีย และตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา 





