วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

ไข่ขาว ดูดสิวได้ดีเยี่ยม

ไข่ขาวมีประโยชน์ต่อผิวหน้า โดยเฉพาะถ้าต้องการขจัดสิวสิวเสี้ยนหรือสิวหัวดำ แบบใบหน้าไม่ต้องช้ำด้วยมือกด หรือใช้มือบีบให้ผิวช้ำ เริ่มต้นด้วย การล้างหน้าให้สะอาด ซับให้แห้ง แล้วใช้แผ่นสำลีไม่หนาหรือบางจนเกินไป ชุบไข่ขาว แล้วนำมาแปะบนใบหน้ายกเว้น รอบดวงตาและริมฝีปาก แล้วนอนรอ

เมื่อสำลีที่ชุบไข่ขาวบนใบหน้าแห้งสนิทดีแล้ว (ต้องแห้งจริง ๆ ) จึงลอกออก สังเกตสำลีที่ถูกลอกจะเห็นสิวหัวดำติดออกมา และหัวสิวขาว ๆ เหลืองออกมาเต็มเลย จากนั้นใช้น้ำอุ่นเช็ดใบหน้า และล้างออกด้วยน้ำเย็น เพื่อปิดรูขุมขน

ถ้าเป็นคนหน้ามัน และสับปะรดยังเหลืออยู่อีก ก็หั่นสับปะรดบาง ๆ วางบนใบหน้า หรือจะใช้ส้อมยีให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็ได้ แต่มันจะทำให้หกเลอะเทอะ ทว่าได้ผลในการดูดซึมได้ดี ทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำเปล่าสะอาด ผิวหน้าจะเนียนนุ่ม สดใส และช่วยลดความมัน

แค่สับปะรดที่ซื้อมาสัก 2 เสี้ยว หรือ 1 ลูก และไข่ไก่ซึ่งมีติดคู่ครัวอยู่แล้ว เพียงแค่นี้ก็สวยทั้งข้างในและข้างนอก !!! อย่าลืมนำเคล็ดลับแบบนี้ไปใช้กันดูนะค่ะจะได้หน้าใสไร้สิวกันถ้วนหน้าค่ะ

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

มะนาว สุดยอดตัวช่วย ลดน้ำหนัก

"มะนาว" ถูกกล่าวขานว่ามีสรรพคุณในการลดความอ้วนได้อย่างดีที่สุด หาก คุณทำตามกฎหลักทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะน้ำหนักลดลงได้ดั่งใจปรารถนา
1. ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นทุก ๆ เช้า
เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น มะนาวเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับช่วยลดไข้ได้ แต่มันยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา แนะนำมาว่า ใครที่กินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีในปริมาณที่มาก จะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมัน ผลวิจัยยังแสดงอีกว่า แคลเซียมที่มีอยู่ในเซลล์ไขมันปริมาณมาก ๆ จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น
2. รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ชนิด
เพราะผักและผลไม้ทุกประเภท จะมีปริมาณแคลอรีที่น้อยมาก แต่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใย และสารอาหารที่ครบครัน จะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานอย่างสงบลง
3. ปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
โดยการบีบน้ำมะนาวลงไปในมื้ออาหารทุกมื้อ หรือผสมเปลือกมะนาวลงไปในซุปหรือสลัด และบีบมะนาวเพียงเล็กน้อยโปรยลงบนเนื้อปลา และเนื้อไก่ก่อนรับประทาน แล้วจะรู้ว่ามะนาวคือเส้นใยที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะมะนาวจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย
นอกจากนี้ผลการศึกษาของวิทยาลัย Journal of the America College of Nutrition รายงานว่า คาร์โบไฮเดรตที่พบในผิวเปลือกของมะนาว จะสามารถกำจัดความอยากกินให้ลดลงได้ถึง 4 ชั่วโมง เปลือกมะนาวเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ที่ดีที่สุด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่คุณกินมัน คุณจะรู้สึกอิ่มไปอีกนานเลยทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

ยาเลื่อนปจด.กินเมื่อจำเป็น-มีเซ็กส์ป้องกัน

สาวๆ หลายคนอาจกังวลใจไม่น้อย หากมีประจำเดือนในช่วงที่ต้องทำกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เช่น ไปเข้าค่าย เที่ยวทะเล หรือจำเป็นต้องเดินทางไกลไปต่างประเทศ การเลื่อนประจำเดือนออกไปจึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องการ เพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการทำกิจกรรมระหว่างวัน....

โดยตัวช่วยที่ผู้หญิงเลือกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว คือ "ยาเลื่อนประจำเดือน"ที่นิยมใช้ทั่วไปเป็นฮอร์โมนโปรเจสโตเจน หรือฮอร์โมนโปรเจสโตโรน เมื่อผู้หญิงกินยาประเภทนี้แล้ว จะช่วยยืดเวลาให้รอบเดือนช้าออกไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์

ทำไมยาดังกล่าวถึงมีประสิทธิภาพทำให้ประจำเดือนเลื่อนออกไปได้?
จากการได้พูดคุยกับรศ.นพ.อภิชาติ จิตเจริญต์ อาจารย์นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติ-นารีเวชวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในช่วงก่อนการมีประจำเดือนระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนในร่างกายจะลดลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ดังนั้นยาเลื่อนประจำเดือนจึงมีประสิทธิภาพทำให้ระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนในร่างกายผู้หญิงไม่ลดลง การมีรอบเดือนจึงถูกเลื่อนออกไปนั่นเอง
นอกจากนี้ยาเลื่อนประจำเดือนโดยทั่วไปอาจใช้เป็นยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาได้ แต่ไม่นิยมใช้ป้องกันการมีบุตร เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อร่างกายมากกว่า เนื่องจากการใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เลือดออกกระปริบกระปอย รอบเดือนแปรปรวน จึงไม่แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้
บางคนเมื่อกินยาเข้าไปแล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้ คัดตึงเต้านม อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นบางเวลาก็เป็นได้ ส่วนผลข้างเคียงอย่างอื่นไม่มีอะไรน่ากลัว ถือว่ามีความปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น ควรจะใช้ลักษณะชั่วครั้งชั่วคราว ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยได้ผลตามต้องการ?
สำหรับวิธีการใช้รศ.นพ.อภิชาติ แนะนำว่า จะต้องกินยาล่วงหน้าก่อนจะมีประจำเดือนอย่างน้อย 4-5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เพราะถ้ากินในช่วงวันใกล้มีประจำเดือนอาจจะไม่ได้ผลในการเลื่อนรอบเดือนออกไป ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงยาประเภทลดกรดในกระเพาะอาหาร เพราะจะมีผลทำให้การดูดซึมยาลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเลื่อนประจำเดือนต่ำ
ส่วนวิธีใช้ยากินวันละ 2 เม็ด ตอนเช้าและตอนเย็น ติดต่อกันในขนาดที่กำหนด แต่ไม่ควรเกิน 10-14 วัน เพราะการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอย และรอบเดือนมาผิดปกติได้ หลังหยุดยาแล้วประจำเดือนจะไม่มาในทันที ทิ้งช่วงเวลาไปประมาณ 2-3 วันต่อจากนั้น ประจำเดือนจึงจะมาตามปกติ

มีเซ็กส์ในช่วงกินยาเลื่อนประจำเดือนเสี่ยงท้องไหม?
ในกรณีที่คุณผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่กินยาเลื่อนประจำเดือน คุณหมอบอกว่า โอกาสการตั้งครรภ์นั้นมีน้อยแต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ ควรใช้ถุงยางอนามัยป้องกันการมีเซ็กส์ด้วยจะเป็นการดี เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และความสุ่มเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้
หากต้องการเลื่อนประจำเดือนและคุมกำเนิด การทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบแผงละ 21 เม็ด กินโดยไม่ต้องเว้นหรือหยุดยา จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และเลื่อนประจำเดือนได้ไปพร้อมกัน แต่ถ้าเลือกกินยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 28 เม็ด เมื่อทานยาคุมไป 21 เม็ดแล้ว ให้เริ่มทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่ได้เลยโดยไม่ต้องรับประทาน 7 เม็ดที่เหลือในแผงเดิม เนื่องจากยา 7 เม็ดที่เหลือไม่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน และในผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิดอยู่แล้ว เมื่อหยุดทานยาปะจำเดือนจะมาตามปกติในอีกประมาณ 2-3 วัน
ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพของผู้คุณหญิง ในแง่ของการรับประทานยาอย่างไรให้ปลอดภัยและเหมาะสม ไม่ใช่เพียงแค่ยาเลื่อนประจำเดือนเท่านั้นนะคะ แต่หมายรวมถึงการใช้ยาในทุกๆ ประเภท สาวๆ ควรศึกษาข้อมูลวิธีใช้ก่อนบริโภคเข้าสู่ร่างกาย เพื่อความปลอดภัยและลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา!

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

สะอาดล้ำลึก....กับสาวผิวมัน

สาวผิวมันมีรูขุมขนใหญ่ น้ำมันตามธรรมชาติผลิตออกมาเยอะ จึงมีความเสี่ยงในการเป็นสิวสูงกว่าผิวปนะเภทอื่นๆ หากล้างเครื่องสำอางออกไม่หมดจะเกิดการสั่งสมง่ายกว่า สาวผิวมันจึงต้องเพิ่มขั้นตอนการดูแลผิวหน้ามากกว่าคนอื่น
ก่อนอื่นใดถ้าคุณสาวๆไม่ชัวร์ว่าตัวเองจัดอยู่ในกลุ่มผิวมันหรือไม่ ให้ลองทดสอบง่ายๆดังต่อไปนี้ค่ะ
- ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด
- นั่งนอนดูทีวี ในห้องแอร์เป็นเวลา 3 ชั่วโมง
- หลังจากนั้นเอากระดาษบางๆ มาแปะบนใบหน้า ถ้ากระดาษติดหน้าก็แสดงว่ามันชัวร์ แต่ถ้าติดเป็นบางส่วนไม่ถึงกับทั้งแผ่นก็แสดงว่าเป็นผิวผสม ถ้าไม่ติดเลยแสดงว่าผิวแห้ง
ขั้นตอนที่สาวผิวมันต้องระวังเป็นพิเศษ และที่ต้องเพิ่มเข้าไปให้มากกว่าผิวประภทอื่นๆ มีดังนี้
- ล้างหน้าให้สะอาดลึกถึงรูขุมขนด้วยน้ำอุ่น ทั้งนี้ก็เพื่อการขจัดคราบสกปรกที่ฝังลึก และยังช่วยป้องกันการเกิดสิวอีกด้วย
- ใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าแบบอ่อนๆ หรือเจลใสไร้ฟองก็ได้ ป้องกันการระคายเคือง
- ใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทโทนเนอร์ช่วยด้วย ซึ่งค่อนข้างสำคัญเลยสำหรับสาวผิวมันที่ชอบแต่งหน้า วิธีใช้ก็ง่ายดาย แค่เอาสำลีชุบโทนเนอร์มาเช็ดหน้าเบาๆ จนกว่าผิวหน้าจะสะอาด สังเกตจากความสะอาดขาวของสำลีนี่แหละ หากหมดสิ่งสกปรกเมื่อไรแล้วค่อยหยุดเช็ด (แต่ควรเป็นโทนเนอร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์นะค่ะ)
- ทาครีมบำรุงประเภทมอยซ์เจอไรเซอร์เสมอ หลายๆ คนเข้าใจผิดว่าไม่ใช้ดีกว่า เพราะผิวมันอยู่แล้ว ผิดถนัดเลยค่ะ ต่อให้ผิวมัน แต่ทุกๆ วันคุณก็แต่งหน้า ล้างหน้า มีการซับเอาน้ำมันโดยธรรมชาติออกจากผิวหน้าไป ดังนั้นผิวหน้าจึงต้องการการบำรุงมากเป็นพิเศษด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าให้สาวๆ เลือกใช้ครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพ
- การลอกหน้าขอสงวนไว้ให้กับกลุ่มสาวๆ ที่ผิวมันอย่างแท้จริง เพราะการลอกหน้าเน้นการช่วยขจัดไขมันส่วนเกินออกเร่งด่วน
- การพอกหน้าต้อง เลือกครีมพอกหน้าชนิดดีๆ ที่มั่นใจว่าจะไม่แพ้ ขอให้สาวๆ หาเวลามานั่งพอกหน้าอาทิตย์ละครั้งก็เพียงพอ ต่อให้ผิวหน้าจะดูมันบ้าง แต่สภาพผิวหน้าจะนุ่มนวลน่าสัมผัส

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

10 วิธีช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน

การเพิ่ม metabolism ทำให้มีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารและอาหารเสริมที่คุณทานเข้าไปด้วย ทำให้คุณอยากดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น และน้ำที่คุณดื่มยังช่วยสนับสนุนการขับพิษ การขับถ่ายและการย่อยอาหารในร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเคล็ดลับง่ายๆ อีก 10 วิธีที่จะทำให้คุณสามารถเผาผลาญพลังงานได้ด้วย

1. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ "ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อเรียบมาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญพลังงานมาก" ซึ่งวิธีการทำให้กล้ามเนื้อเรียบก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มเหมือนกัน แต่ช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณพุ่งสุดขีดนั้นน่ะ ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆบนสายพานหรอกนะคะ แต่หลังจากนั้นอีกสัก 2-3 ชั่วโมงค่ะ

2. ขยับตัว อยากเผาผลาญแคลอรี่ให้เร็วที่สุดก็ต้องออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายนั้นเราต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อยที่สุดก็วันละ 30 นาที อย่างปกติก็ 1 ชั่วโมง วิ่งเหยาะๆหรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง (แต่ไม่ควรที่จะหักโหมมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณเหนื่อยหอบได้) และไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ 120 ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก 30-45 นาที

3. กิน! ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 3-4 มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย แต่อย่าลืมว่า
ควรจะเป็นคนเลือกินสักหน่อย ไม่ใช่บอกว่าให้เลือกกินของแพงนะคะ แต่ให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า ลดไขมันจากสัตว์ แต่เพิ่มปริมาณผักและผลไม้

4. งดน้ำตาล เหตุผลง่ายๆ ก็คือน้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้นลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว

5. อย่าลืมกินอาหารเช้า เป็นความงที่ว่าคนที่กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หุ่นดีกว่าคนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับเมตาบอลิซึ่มของคุณวันนั้นพุ่งเป็น 2 เท่าด้วย อีกอย่างอาหารเช้าจะช่วยทำให้สมองปลอดดปร่ง สามารถเริ่มทำงานได้อย่างเต็มที่

6. กินอาหารเผ็ดร้อน เป็นคนไทยแสนจะโชคดี มีอาหารที่รสจัด มีทั้งพริกขี้หนูและพริกไทย แต่อย่าทานที่เผ็ดจนลิ้นชา หน้าแดง น้ำตาไหลนะคะ เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อกระเพาะและลำไส้ได้

7. ดื่มชาเขียว เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ ที่สำคัญตอนนี้หาซื้อได้ง่าย มีหลายรสชาติให้เลือกรับประทานด้วยค่ะ

8. ดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยขับสารพิษหลังจากที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มกระเตื้องขึ้นอีกนิดหนึ่งด้วยนะ อีกสูตรที่จะช่วยให้คุณมีผิวพรรณที่สดใส นั่นคือ 1 2 3 3 1 อย่าเพิ่งงค่ะ เพราะว่า 1 2 3 3 1 ที่ว่านี้คือ หลังจากตื่นนอนให้ดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว ตอนสายอีก 2 แก้ว ตอนเที่ยงถึงบ่ายอีก 3 แก้ว ตอนเย็น 3 แก้ว และก่อนนอนอีก 1 แก้ว รับรองว่านอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มแล้ว ผิวพรรณของคุณก็จะดูสดใสไปด้วย

9. อย่าเครียด สำคัญมาก ๆ เลยค่ะ เพราะขณะนี้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่กำลังตกอยุ่ในภาวะของอาการเครียด ซึ่งนอกจากจะทำร้ายจิตใจของเราแล้ว ยังส่งผลถึงร่างกายของเราด้วยเพราะความเครียดทำให้เราอ้วนขึ้น เพราะฮอร์โมนคอร์ติโซนจะไปทำให้อัตราเมตาบอลิซึ่มช้าลง ฉะนั้น สาว ๆ ที่กลัวอ้วน โปรดจงอย่าเครียด

10. นอนหลับ ความลับที่เพิ่งจะค้นพบก็คือ กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเราจะทำงานเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีที่สุดในชั่วโมง หลังๆที่เราหลับสนิทเต็มที่ค่ะ ซึ่งร่างกายของคนเราต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ 10 วิธีแสนง่าย ที่จะช่วยในการเผาผลาญพลังงานของคุณลองเอาไปทำกันดุนะค่ะเพื่อหุ่นสวยของคุณสาวๆ...

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

เทคนิคสำหรับสาวๆ ที่อยากมีผมสวย

การมีผมสวยก็ถือว่าเป็นสิ่งดึงดูดใจอย่างหนึ่งที่สาวๆ จะเอาไว้มัดใจหนุ่มๆ ที่ชอบสาวผมสวยดังนั้นเราต้องมาดูแลผมเราให้ดีและเลิกพฤติกรรมดังต่อไปนี้

- อย่าเสยผมบ่อยๆ เสียจนดูขัดตาหรือน่ารำคาญในความรู้สึกของผู้พบเห็น
- อย่าหวีผมในที่สาธารณะ
หรือต่อหน้าคนหมู่มาก
- อย่าปล่อยปละละเลยจนผมแห้งเสีย แตกปลาย มีรังแค
หรือชุ่มน้ำมันดูเหนียวเหนอะหนะ
- อย่าทำสีผมที่ตัดกับสีผิว

- อย่ากระทำกับผมของตัวเองเหมือนเส้นผมของตุ๊กตาไบลธ์
พูดง่ายๆ ว่าขอให้รักมันบ้าง ไม่ใช่ดัดๆ ย้อมๆ จนผมเสีย
- อย่าเลือกทรงผมที่กำลังเป็นที่นิยมโดยไม่คำนึงถึงรูปหน้าของตัวเอง
พึงระลึกเอาไว้เสมอๆ ว่า ผมทรงยอดนิยม ไม่เคยมีแค่ทรงเดียวในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเลย ลองดูตัวเลือกที่ 2 3 4 อีกสักทีดีไหมคะ
- กิ๊บก็ดี ที่คาดผมก็ดี เครื่องประดับตกแต่งผมทั้งหลายก็ดี เลือกที่ "ส่งเสริมความงาม" ของตัวเองด้วย ไม่ใช่แค่ไม่ตกเทรนด์ก็เป็นพอ
เช่น ที่ติดผมกลมๆ ซึ่งกำลังนิยมอยู่ตอนนี้ ใครที่หน้ากลม แก้มอูมอยู่แล้ว อย่าติดเลยค่ะ
- เปลี่ยนทรงผมบ้างก็ดีค่ะ อย่าไว้แต่ผมทรงเดิมตลอด 50 ปี
บางทีผมทรงนั้นมันไม่เข้ากับรูปหน้าและบุคลิกเอาเสียเลย แต่คนทั้งโลกก็ต้องทำใจให้คุ้นเคยกับทรงผมของคุณ เพียงเพราะคุณไม่มีนิสัยอยากเปลี่ยนผมทรงใหม่ไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนทรงผมบ้างทำให้ชีวิตมีชีวา และนำมาซึ่งสีสันชีวิตได้หลายประการ
- เมื่อไปพบกับช่างตัดผม อย่าเอาแต่นั่งเงียบให้เขากระทำทุกอย่างกับผมของเรา จ่ายสตางค์ แล้วก็กลับบ้าน
ลองใช้โอกาสสนทนาหาความรู้เกี่ยวกับเส้นผมและทรงผมดูบ้าง ก็นับเป็น "กำไร" ในการตัดสินใจไปตัดผมครั้งหนึ่งๆ
- ควรมีความรู้ขั้นพื้นฐานที่ว่า มูส สเปรย์ น้ำมันใส่ผม เจล ฯลฯ มีวิธีเลือกใช้ต่างกันอย่างไร
แต่ละอย่างให้ผลต่อเส้นผมหรือทรงผมของเราอย่างไร รวมไปถึงการเป่า ไดร และเซตผมด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ด้วย เพราะเราคงไม่มีเวลาและงบประมาณมากพอที่จะไปหาแฮร์ดีไซเนอร์หรือแฮร์สไต ลิสต์ได้บ่อยๆ

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

10 วิธีล้างพิษก่อนกิน

หลายคนสงสัย แค่จะกินก็ยังต้องล้างพิษด้วยหรือ? ด้วยสภาพภูมิอากาศในบ้านเราเป็นแบบร้อนชื้น ซึ่งเหมาะสมต่อการเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคต่างๆ ได้ดี ดังนั้น พอถึงฤดูร้อนทีไร โรคท็อปฮิตต่างๆ จึงออกอาละวาดกันจนแทบระวังเนื้อระวังตัวไม่ทันทุกที ยิ่งในยุคเศรษฐกิจและการเมืองตกต่ำเป็นประวัติการณ์ด้วยแล้ว คุณคงไม่อยากเสีย เงินเก็บเงินออมกับเรื่องสุขภาพเป็นแน่ ใครอยากรู้ว่าทำยังไงให้ ‘สุขภาพดีจัง ตังค์อยู่ครบ' อ่านด่วน

นี่คือวิธีล้างพิษก่อนกิน สำหรับคุณพ่อบ้านแม่เรือนที่จะทำความสะอาดผักผลไม้
1. ปลอดภัยด้วยสูตรขนมปัง ใช้โซดาทำขนมปัง (โซเดียมไบคาร์บอเนต) 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร (1 กาละมัง) แช่ผัก ทิ้งไว้ 15 ก่อนนำมาปรุงอาหาร
2. ลดสารพิษฆ่าแมลง 60-84% ใช้น้ำส้มสายชู 0.5% หรือน้ำส้มสายชู อสร. 1 ขวดผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที
3. ลดสารพิษฆ่าแมลง 54-63% เด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง เปิดน้ำไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน 2 นาที
4. ลดสารพิษฆ่าแมลง 7-33% ล้างผักรอบแรกให้สะอาด เด็ดผักออกเป็นใบๆ แช่ในอ่างน้ำนาน 15 นาที
5. ลดสารพิษ 50% ลวกผักด้วยน้ำร้อน ส่วนการต้มนั้นลดสารพิษได้ 50% เช่นเดียวกัน แต่จะมีสารพิษตกค้างในน้ำแกง จึงควรล้างผักลดสารพิษก่อนทำแกง
6. เสียปริมาณดีกว่าเสียใจ ผักที่มีกาบใบห่อหุ้มเป็นชั้นๆ เช่น กะหล่ำปลี หัวหอมใหญ่ ควรปอกเปลือกหรือลอกใบชั้นนอกออกจะสามารถช่วยลดสารพิษลงได้
7. ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน ผสมผงปูนคลอรีน 1/2 ช้อนชากับน้ำ 20 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15-30 นาทีจะฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก
8. ล้างผักด้วยน้ำยาล้างจาน ใช้น้ำยาล้างจานกับฟองน้ำ (หรือสก็อตไบรต์) ถูเบาๆ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อที่อยู่บริเวณผิวของผลไม้ได้ วิธีนี้ยังเหมาะสำหรับล้างไข่ด้วย
9. ล้างนอกล้างใน ผลไม้ที่กินทั้งเปลือกได้ เช่น มะเฟือง สตรอเบอร์รี่ ฝรั่ง ควรล้างหลายๆ ครั้ง ใช้แปรงขนอ่อนถูเบาๆ ให้ทั่วแล้วล้างน้ำเกลือหรือน้ำสุก ส่วนผลไม้ที่ต้องปอกเปลือกก่อนจึงกินได้ เช่น มะม่วง มะละกอ สับปะรด ควรนำมาล้างก่อน จึงค่อยปอกเปลือก เพราะถ้าไม่นำมาล้างก่อน สิ่งสกปรกบนผลไม้จะติดไปกับมือหรือมีดขณะปอกผลไม้ได้ ทำให้เนื้อผลไม้สกปรก
10. ยาสีฟันสารพัดประโยชน์ องุ่นปกติมักจะมีคราบเหมือนยางเป็นฝ้าขาวๆ ล้างยังไงก็ไม่ออก วิธีล้างให้เด็ดผลองุ่น ออกจากพวงใส่ภาชนะบีบยาสีฟัน (อะไรก็ได้) พอสมควร ขยี้ให้ทั่วมือ ใส่น้ำพอสมควร แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าจนสะเด็ดน้ำ

นอกจากนี้ยังมีการใช้ด่างทับทิม 5 เกล็ดต่อน้ำ 4 ลิตร ใช้น้ำปูนใสอิ่มตัวผสมน้ำเท่าตัว ใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 4 ลิตร และใช้น้ำซาวข้าวล้างผัก แช่ผักทิ้งไว้ ซึ่งก็ล้วนแต่ช่วยลดสารพิษอันก่อให้เกิดโรคต่อระบบขับถ่าย ลำไส้ ได้ดี ใครสะดวกแบบไหนก็ใช้ได้ตามความถนัด วิธีที่ดีที่สุดคือ เลือกที่สะดวก ปลอดภัย และให้ประสิทธิภาพในการชำระล้างสารพิษได้มากที่สุด เท่านี้...คุณก็จะมีสุขภาพดีจัง ตังค์อยู่ครบตลอดซัมเมอร์แล้ว ร้อนนี้...ขอให้มีสุขภาพดีถ้วนหน้านะคะ

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ผลไม้ที่ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย

ผักและผลไม้หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นของที่มีประโยชน์ แต่ใครพอจะทราบบ้างไหมค่ะว่าผลไม้ชนิดไหนมีประโยชน์อะไรบ้าง....วันนี้เรามีเรื่องของผลไม้ที่ช่วยในการล้างสารพิษมาฝากกันค่ะ

แอปเปิ้ล : เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แถมยังมีเส้นใยมากที่จะทำหน้าที่ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อย อาหารทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วย
องุ่น : เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง, ตับ, ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆ ในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย
สับปะรด : มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น แถมยังช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อและช่วยกำจัดน้ำมูก
มะละกอ มะม่วง : มีลักษณะที่คล้ายกันแต่มะม่วงจะมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ที่จะช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วเช่นเดียวกับโปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร
แตงโม : จะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทำให้สบายท้อง น้ำคั้นจากเปลือกของแตงโมและเมล็ด หากดื่มก่อนกินเนื้อแตงโมในมื้ออาหารสักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเปลือกของแตงโมอุดมด้วยคลอโรฟิลล์และเมล็ดอุดมด้วยวิตามิน

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

สวยใสด้วยน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งมีประโยชน์มากมาายต่อเรา ไม่ว่าจะใช้รับประทาน หรือใช้มาเป็นสวนประกอบในการบำรุงผิว โดยเฉพาะสาวๆ อย่างเราเรื่องความสวยห้ามกันไม่ได้หรอกค่ะ อไรที่ทำให้สวยใสละขอให้บอก จะรีบๆไปไข่วคว้าหามาให้จนได้ แต่สำหรับวันนี้ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลค่ะ น้ำผึ้ง อุปกรณ์หลังหาง่ายทั่วไปค่ะ (แต่สังเกตดูดีฟหน่อยนะค่ะ ระวังจะเจอน้ำตาล น้ำเชื่อม แทนน้ำผึ้งค่ะ) เอาล่ะค่ะ มาดูกันดีกว่าค่ะว่า น้ำผึ้งเนี่ยมีประโยชน์ทำอะไรได้บ้าง
1. น้ำผึ้งช่วยปรับสมดุลของร่างกายและควบคุมน้ำหนัก ใครที่มีปัญหาปวดข้อ ปวดกระดูก เป็นตะคริวอยู่บ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งโรคอ้วน ก็สามารถดื่มน้ำผึ้ง เพื่อช่วยบรรเทาโรคต่าง ๆ ได้
วิธีคือ นำน้ำผึ้ง 3 ช้อนผสมกับน้ำส้มสายชูหมักแอ๊ปเปิ้ล (หรือ Apple Vinegar) 3 ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1 แก้ว ดื่มทุกเช้าหลังตื่นนอนและระหว่างมื้อเป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและสดชื่น
2. หน้าแห้งแตกเป็นขุย สาวที่มีผิวหน้าแห้งกร้านเหมือนอีสานแล้ง ควรทำเป็นอย่างยิ่ง นำไข่แดง 1 ฟอง และน้ำผึ้ง 1ช้อนผสมให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
3. น้ำผึ้งสยบสิ้วเสี้ยนบนใบหน้า หลังล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เช็ดหน้าให้แห้ง จากนั้นนำกล้วยหอมครึ่งลูก บดผสมกับน้ำผึ้ง นำมาทาบนใบหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก น้ำผึ้งมีเอนโซม์ที่ทำให้หน้าคุณชุ่มชื่นนุ่มนวลขึ้น และยังบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ด้วย
4. ผมหยาบกระด้างเกินเยียวยา ต้องลองสูตรนี้ หลังสระผมเสร็จ นำน้ำผึ้งผสมกับน้ำมันมะกอกอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ ชโลมผมแล้วทิ้งไว้ 3-5 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผมคุณจะนิ่มและเงางามดุจเส้นไหม
5. ใครที่นอนไม่หลับ ฟังทางนี้ด่วน ผสมน้ำผึ้งกับน้ำอุ่น หรือนมร้อนดื่มก่อนนอน จะช่วยให้คุณหลับสบายขึ้น
6. สครับหน้าแบบง่าย ๆ เพียงนำน้ำผึ้งผสมกับแอ๊ปเปิ้ลมาปั่นรวมกัน ทาให้ทั่วใบหน้า พร้อมกับนวดเบา ๆ ความหยาบของแอ๊ปเปิ้ลจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าให้ออกไปให้ผิวหน้าสดใสเปล่ง ปลั่งขึ้น
7. สูตรไล่ตีนกาออกจากหน้า นำแครอท 1 หัวเล็กมาปอกเปลือกและปั่นให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง และนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที ริ้วรอยตีนเป็ดตีนกาทั้งหลายจะค่อย ๆ โบยบินออกจากหน้าของคุณในเร็ววัน
8. เสียงใสเหมือนระฆังเงิน หากใครเกิดอาการเจ็บคอ รู้สึกคอแห้งเสียงแหบร้องราคาโอเกะไม่สนุกละก็ เพียงผสมน้ำมะนาว 1 ลูก + น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ + น้ำเดือด 2 ช้อนโต๊ะ จิบบ่อย ๆ แก้เจ็บคอ แต่หากกินไม่หมดก็นำมาทาหน้าได้ด้วย ทาทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผิวหน้าจะขาวใสและเต่งตึงขึ้นทันตาเห็น
สาวๆ ค่ะรีบไปหาน้ำผึ้งมาทำตัวเองให้สวยปิ๊งกันดีกว่าค่ะ .....

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

เคล็ดลับกระตุ้นเส้นผมให้ยาวเร็วๆ


ถ้าคุณใจร้อนอยากให้ผมยาวเร็วๆ เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้เส้นผมงอกยาวได้เร็วมากขึ้นมาบอกคุณแล้ว
- กระตุ้นหนังศีรษะ การกระตุ้นหนังศีรษะจะช่วยให้ระบบไหลเวียนบนหนังศีรษะทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เส้นผมมีความแข็งแรงพอที่จะงอกผ่านสิ่งสกปรก น้ำมัน และเซล์ผิวเก่า ขึ้นมาได้ วิธีการคือใช้แปรงสำหรับนวดหนังศีรษะให้ทั่ว หรือจะใช้ปลายนิ้วนวดหนังศีรษะเบาๆ แทนเป็นเวลาสองสามนาทีก่อนสระผม
- เอาใจเส้นผม มองหาแชมพูและคอนดิชันเนอร์ที่มีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างเชีย บัตเตอร์หรือน้ำมันอะโวคะโด เพราะความชุ่มชื้นมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เส้นผมเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ขาดหรือหลุดร่วงเพราะความแห้งหรอบไปซะก่อน
- เปลี่ยนวิธีแต่งผม ความร้อนและการเสียดสีจากการแต่งผม จะทำให้เกล็ดผมและชั้นปกป้องเส้นผมเกิดความสเสียหาย ซึ่งจะทำให้เส้นผมขาดหรือหลุดร่วงได้ง่าย ฉะนั้น จึงควรใช้หวีที่มีฟันซี่ห่างๆ สางผม และงดใช้อุปกรณ์แต่งผมด้วยความร้อนอย่างไดร์เป่าผมและคีมรีดผมไฟฟ้า แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันความร้อนทาเส้นผมให้ทั่วก่อนทุกครั้ง

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

5 นิสัย ห่างไกลริ้วรอย

วันนี้มีเคล็ดลับช่วยป้องกันใบหน้าไม่ให้มีริ้วรอยก่อนวัย กับ 5 นิสัยง่าย ๆ ช่วยห่างไกลริ้วรอยได้มาฝากกัน...
1. ถ้าชอบนอนคว่ำหน้า ให้เลิกนิสัยแบบนี้ ปรับท่ามาเป็นนอนหงาย เพื่อกันไม่ให้ใบหน้าเสียดสีจนเกิดเป็นริ้วรอย
2. เมื่อพูดคุยกับคนอื่น พยายามเลี่ยงการแสดงอารมณ์จัดๆ ด้วยการยกหน้าผากขึ้นลง มีวิธีสื่อสารด้วยท่าทางอื่นอีกมากมาย ที่สามารถใช้แทนท่าทางนี้ได้ และเมื่ออยู่คนเดียวลองฝึกวางสีหน้าให้ดูผ่อนคลายบ้างระมัดระวังการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าแบบไร้ความหมาย เช่น นั่งกินข้าวเฉย ๆ ก็ยังขมวดคิ้วอยู่
3. หันมาออกกำลังกายและรับประทานผักผลไม้อย่างสม่ำเสมอ
4. ทาครีมกันแดดปกป้องผิวทุกวันแม้จะอยู่แต่ในบ้าน เสมือนเป็นขั้นตอนต่อเนื่องทุกครั้งหลังจากที่ทามอยส์เจอไรเซอร์เสร็จ
5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้จะพรากความชุ่มชื้นไปจากผิว รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีผิวสวยห่างไกลริ้วรอยก็ลองทำตามคำแนะนำกันดูได้.

4 อาวุธสาวออฟฟิศ พกไว้เป็นสวย

แปดชั่วโมงที่สาวๆ ทำงาน สามารถทำร้ายผิวให้แห้งเหี่ยว เกิดริ้วรอยได้ไม่รู้ตัว เพราะนอกจากจะเจออากาศเย็นๆ ของห้องปรับอากาศ เรายังเจอความเครียดจากงาน และความสกปรกจากฝุ่นละอองที่เพิ่มริ้วรอยให้ผิวเราได้ทุกวัน เพราะฉะนั้นแล้ว การรอไปเติมสวยที่บ้านในช่วงเช้าหรือเย็นของวัน อาจไม่ทันเสียแล้ว ที่จะปกป้องผิวจากสิ่งเร้าต่างๆ แถมใครกันจะปฏิเสธความสวยได้ลง ในเมื่อเราสามารถดูแลตัวเองได้ตลอด เพียงไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ก็ทำให้เรายืดอายุผิวไปได้มากกว่าคนวัยเดียวกันได้ คราวหน้าเรามาพกอาวุธเหล่านี้ไว้พิชิตความร่วงโรยก่อนวัยกันดีว่า มีครบเมื่อไร ก็หมั่นใช้ให้ทั้งผิวและอารมณ์สวยสมผู้หญิงยุคใหม่ ที่ทั้งสวยและฉลาดสุดๆ
อาวุธเบอร์ 1: แฮนด์ครีม มือของเรามีไขมันน้อยกว่าร่างกายและใบหน้า จึงแห้งและเหี่ยวย่นง่ายกว่าผิวส่วนอื่นๆ ไม่เป็นไรเลยที่ ระหว่างวันเราจะได้บำรุงผิว (แต่มือต้องสะอาดด้วยนะ) พร้อมสูดกลิ่นหอมจากแฮนด์ครีมกลิ่นโปรด ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์ครีมกลิ่นสดชื่นๆ อย่างส้ม มะยม มะลิ เป็นต้น แล้วจะพบว่า มือเรานี่ช่างนุ่มและยังชุ่มชื่นกว่าเพื่อนๆ ที่ละเลยเรื่องนี้ตั้งเยอะ
อาวุธเบอร์ 2: บาล์มนวดตัว งานนี้จะเป็นบาล์มหอมๆ กลิ่นน้ำมันหอมระเหย บาล์มแบบยาหม่อง หรือขี้ผึ้งเย็นๆ สูตรไหน ก็ดีทั้งนั้น พกไว้แตะขมับ หรือสูดดมเวลาเครียดๆ จะได้อารมณ์ดี พร้อมสู้งานตลอดวัน หรือจะให้เพื่อนข้างโต๊ะมาช่วยนวดบ่าไหล่ไปด้วยก็ยิ่งดีใหญ่ และยังเป็นการใช้กลิ่นบำบัดจากสมุนไพรได้อย่างถูกวิธี โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งคาเฟอีนเลย
อาวุธเบอร์ 3: สเปรย์ฉีดหน้า พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป นักเขียนคอลัมน์ Green Beauty Guide ประจำ www.sabai-arom.com บอกไว้ว่า "สเปรย์น้ำแร่นั้นไม่ได้มีคุณสมบัติในการบำรุงผิว แต่ความเย็นจากน้ำจะช่วยให้ผิวชุ่มชื่น รู้สึกเย็นผิว เป็นสรรพคุณของของเย็น ที่ทำให้หลอดเลือดใบหน้าหดตัว ผิวจึงรู้สึกสบาย...ผิวที่เจอความร้อนจากจอคอมพิวเตอร์ตลอดวัน ก็สามารถดัดแปลงเอาน้ำเย็นมาใส่ขวดฉีดพรมใบหน้าระหว่างวันได้ ทำให้หน้าไม่หมองคล้ำจากการเจอรังสีและความร้อนจนเกินไป"
อาวุธเบอร์ 4: สเปรย์น้ำมันหอมระเหย ปรับอากาศ เดี๋ยวนี้เครื่องสำอางธรรมชาติหลายๆ ยี่ห้อ มีสเปรย์น้ำมันหอมระเหยที่มีไว้ฉีดตัวหรือฉีดบรรยากาศ และยังมีกลิ่นหลายๆ กลิ่น ที่มีสมุนไพรเป็นหัวใจในการปรับอารมณ์เราให้สดใส อารมณ์ดี พกไว้ฉีดที่ห้อง หรือที่ทำงานก็ดีทั้งนั้น เพราะกลิ่นทำงานเร็วกับระบบสมอง เช่นกลิ่นส้ม ตะไคร้ มะกรูด จำปา ยูคาลิปตัส ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ในเวลาอันรวดเร็ว และยังเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนร่วมงานให้สบายอารมณ์กันถ้วนหน้าด้วย

4 วิธี ...หนีไกลจากโคเลสเตอรอล

โคเลสเตอรอล ปัญหาที่ทำให้เราอ้วน ซึ่งแน่นอนคุณสาวๆ เองไม่อยากเจออย่างแน่นอน แต่เราจะมีวิธีรับมือกับเจ้าโคเลสเตอรอลนี้ได้อย่างไรละค่ะ....วันนี้คุณสาวๆ จะหมดกังวลค่ะ เพราะเรามีวีธีมาแนะนำให้คุณสาวๆ หนีไกลจากโคเลสเตอรอลได้ไม่ยาก พร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ

1. รับประทานโคเลสเตอรอล ไม่เกินวันละ 200 มิลลิกรัม - สังเกตไก้จากโคเลสเตอรอล มีเฉพาะในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น มีมากในอาหารบางชนิด เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มันสัตว์ สัตว์น้ำบางชนิด จึงควรหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารเหล่านี้ ในปริมาณมากจนเกินไป
2. รับประทานอาหารในแต่ละวัน ซึ่งให้พลังงานรวมแล้วเพียงพอ ต่อการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ - โดยผู้ใหญ่ ควรมีดัชนีความหนาของร่างกายประมาณ 20.0-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร โดยคำนวณจาก น้ำหนักตัว หน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูง หน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง เช่น ถ้าใครมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ส่วนสูง 1.5 เมตร จะได้ดัชนีความหนาของร่างกาย = 50/(1.5)2 = 22.2 กก./ตารางเมตร แสดงว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
3. หลีกเลี่ยงรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง - เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมากๆ เช่น หมูสามชั้น เพราะกรดไขมันอิ่มตัว ส่วนใหญ่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น
4. รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิก (linoleic acid) โดยสม่ำเสมอ - ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด การรับประทานอาหาร ที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกประมาณ ร้อยละ 7-10 ของพลังงานที่ได้รับ เช่น วันหนึ่งต้องการ พลังงาน 2000 กิโลแคลอรี่ ควรได้กรดไลโนเลอิก ประมาณ 16-22 กรัม ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลือง ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ เพราะมีการเปลี่ยนโคเลสเตอรอลอิสระ เป็นโคเลสเตอรอลไลโนเลเอทเพิ่มขึ้น ทำให้มีการเผาผลาญโคเลสเตอรอลที่ตับเพิ่มมากขึ้น
คุณสาวๆ ก็ทราบวิธีที่จะทำให้หนีห่างจากเจ้าโคเลสเตอรอล กันแล้วนะค่ะ ลองนำเอาไปใช้ดูนะค่ะ จะได้มีหุ้นดีไม่อายใครใส่อะไรก็สวยถูกใจไปเลยค่ะ....

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

เทคนิคง่ายๆลดริ้วรอยผิวแตกลาย

ริ้วรอย และผิวแตกลาย มักเป็นปัญหาใหญ่กวนใจหลายคน โดยเฉพาะสาวๆ ที่รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัวจะมีปัญหามากเวลาที่ต้องโชว์ผิวเช่น บริเวณห้องท้อง ต้นขา แต่ต่อจากนี้ไป สาวๆ ก็ไม่ต้องกังวลกับปัญหาดังกล่าวอีกแล้ว เพราะเรานำเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยลดริ้วรอย และผิวแตกลายมาบอกกันค่ะ...

ก่อนอื่นเรามาดูสาเหตุของการเกิดก่อนนะค่ะ ริ้วรอย ผิวแตกลาย อาจเกิดขึ้นมาจากการคลอดบุตรหรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว และโดยเฉพาะกับสาวๆ ที่อายุยังน้อยแล้วเกิดปัญหาหน้าท้อง น่อง สะโพกลาย ทั้งนี้ วิธีทำง่ายๆ คือ ให้ใช้วุ้นสีขาวจากว่านหางจระเข้ ซึ่งล้างยางออกแล้วมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็นประจำทุกเช้า- เย็น ผิวที่แตกลาย หรือริ้วรอยต่างๆ ก็จะค่อยๆ จางลง
หากไม่มีว่านหางจระเข้ เราก็สามารถใช้ใบบัวบกแทน โดยการนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำ นำมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็นประจำทุกเช้า- เย็น ผิวที่แตกลายจะค่อยๆ จางลงได้เช่นกันคราวนี้สาวๆ ก็สามารถอวดผิวสวยได้อย่างมั่นใจ ไร้กังวล...สาวๆ คนไหน มีปัญหาดังกล่าวก็อย่าลืมนำเทคนิคที่เราแนะนำไปใช้นะคะ