วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทาครีมบำรุงอย่างถูกวิธี เผยผิวสวยใส

สมัย นี้มีครีมบำรุงผิวให้เลือกมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น ลดรอยตีนกา ยกกระชับผิว คืนความชุ่มชื่น ลดเลือนจุดด่างดำ ฯลฯ แล้วเคยสงสัยไหนคะว่า ในการทาครีมแต่ละครั้งเราควรจะใช้ครีมปริมาณเท่าใด เพื่อใดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด...ที่สำคัญไม่เปลืองสตางค์ในกระเป๋า เพราะหากใช้อย่างถูกวิธี ก็จะช่วยประหยัดไปได้เยอะทีเดียว

1. การทาครีมบนใบหน้า
ปริมาณครีมที่ใช้แต่ละครั้งต้องให้พอเหมาะ เพราะถ้าใช้น้อยเกินไปก็จะเห็นผลช้า ทามากเกินไปก็จะทำให้หน้ามัน ควรใช้ครีมประมาณ 1 ข้อนิ้ว/การทาครีม 1 ครั้ง โดยเริ่มแต้มครีมที่บริเวณ 5 จุด คือ หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง และคาง โดยใช้นิ้วกลางและนิ้วนางเกลี่ยจากส่วนกลางไปยังส่วนข้าง ซ้ายออกซ้าย ขวาออกขวา ตามด้วยแนวสันจมูก ใต้โพรงจมูก คาง และหน้าผากเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้
2. การทาครีมรอบดวงตา
ใช้เนื้อครีมประมาณ 1 เมล็ดถั่วเขียว โดยใช้นิ้วนางในการทา เพราะน้ำหนักกดเบาที่สุด โดยทาครีมไล่ตามแนวโครงกระดูกเบ้าตา จะเริ่มที่หัวตาหรือหางตาก่อนก็ได้ จากนั้นทาวนไปรอบ ๆ ดวงตา และควรวนไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองข้าง
3. การทาครีมบริเวณลำคอ
ใช้เนื้อครีมเท่ากับที่ทาใบหน้า โดยเริ่มทาจากบริเวณที่กว้างที่สุดของลำคอ คือ บริเวณฐานลำคอแล้วใช้ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบไล้ขึ้น ไม่ควรทาลง เพราะจะทำให้ผิวบริเวณลำคอหย่อนยาน
4. การทาครีมบริเวณหน้าอก
ใช้ครีมที่เหลือจากลำคอ ทาลูบไล้ในช่วงอกต่อไป โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ และวนให้ทั่วแผ่นอก แล้วค่อยไล่ทาไปที่หน้าท้องและส่วนหลัง
5. การทาครีมบริเวณแขน
ควรทาครีมที่บริเวณต้นแขนด้านท้องแขน แล้วทาวนขึ้นหลังแขน โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบา ๆ เพื่อให้เนื้อครีมซึมซับเข้าสู่ผิว
6. การทาครีมบริเวณเข่าและเท้า
ควรเริ่มต้นที่ต้นขา แล้วค่อยวนไปที่ปลายขา เน้นบริเวณหน้าแข้งทั้งสองข้าง เพราะบริเวณนี้ผิวค่อนข้างแห้งที่สุด และไม่ควรลืมทาครีมที่บริเวณเท้าทั้งสองข้างทาทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า พร้อมทำการนวดให้ทั่วอุ้งเท้า เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อันตรายที่มากับความหวาน

ของหวาน ขนมหวาน ใครบ้างล่ะค่ะที่ไม่ชอบโดยเฉพาะสาวๆ ขนมหวานเนี่ยของโปรดเลยใช่ไหมค่ะ แต่หยุดก่อนค่ะเพราะหากว่าคุณทานขนมหวานมากเกินไปเกิดโทษแน่ๆ ยังไงหากคิดจะทานขนมหวานก็มาดูกันสักนิดนะค่ะ ว่าโทษร้ายแรงที่มากับความหวานน่ะมากมายแค่ไหน

1. ภาวะเลือดเป็นกรด เกิดจากการที่มีน้ำตาลเชิงเดี่ยวจากน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง ผลไม้ นม วิ่งเข้าสู่กระแสเลือดเป็นจำนวนมาก จนทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรด ร่างกายต้องแก้ปัญหาโดยการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ เข้ามาในเลือด เพื่อปรับความเป็นกรดให้สมดุล ร่างกายจึงขาดสารอาหารจนอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรง กระดูกเปราะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมสาวหวานถึงได้บอบบาง ป่วยง่ายหายช้ากันนัก

2. ฟันผุ คนที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ที่ผิวเคลือบฟันตลอดวัน มักจะฟันผุและมีกลิ่นปาก เพราะคราบน้ำตาลที่เกาะอยู่ก็คืออาหารโต๊ะจีนสุดหรูท ี่แบคทีเรียในช่องปาก ช้อบ..ชอบ

3. อารมณ์เสีย หงุดหงิด ขี้โมโห นี่คือลักษณะเด่นของคนที่ชอบความหวานเลยเชียว เพราะการมีน้ำตาลในเลือดมากทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนั ก และขับอินซูลินออกมามากเกินไป เมื่อมีอินซูลินในสมองมาก เราจะเครียดจนกลายเป็นคนขี้โมโห ควบคุมอารมณ์ สติ ไม่ค่อยได้

4. ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา เมื่อมีน้ำตาลในเลือดมากจนเลือดเป็นกรด ร่างกายจะไม่ส่งเลือดแบบนั้นขึ้นไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองขาดเลือด เราจึงง่วงซึม คิดอะไรไม่ออกไปทั้งวัน

5. อ้วน น้ำตาลก็คือคาร์โบไฮเดรตรูปแบบหนึ่ง เมื่อมันเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมัน และถูกส่งไปสะสมอยู่ตาม หน้าท้อง สะโพก ต้นขา และที่อื่นๆ ที่คุณไม่อยากให้มี

6. เป็นโรคติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เพราะน้ำตาลก็คืออาหารของเชื้อโรค คนที่ชอบความหวานจึงมักจะแผลหายช้ากว่าคนอื่น และถึงหายก็มักจะเป็นแผลเป็น เพราะเชื้อโรคที่บาดแผลได้ของดีมาเพิ่มพลังนี่เอง

7. ความดันสูง หลังจากร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันแล้ว กรดไขมันเหล่านี้จะถูกส่งไปเกาะอยู่ตามอวัยวะภายในอย ่างหัวใจ ตับ และไต ทำให้อวัยวะสำคัญทำงานไม่สะดวก ความดันเลือดจึงค่อยๆ สูงขึ้นจนอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

8. ปวดหัวเรื้อรัง เป็นไมเกรน สิวขึ้น เกิดแผลพุพอง เป็นตะคริว เวลาที่มีรอบเดือน มีโอกาสเป็นเบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ และมะเร็งตับได้ตลอดเวลา

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แต่ละคำ...หม่ำอย่างมีคุณค่า


ท้องที่หมั่นร้องจ๊อก ๆ เมื่อเวลาที่หิว เป็นสัญญาณเตือนบอกให้เราหาอะไรใส่ท้องซะ ถ้าไม่ทำตาม..แล้วจะหาว่าไม่เตือนนะ ไหนๆ ก็ต้องหาอะไรใส่ท้องแล้ว ก็ควรหาของที่ดีๆ มีประโยชน์ซักหน่อย เพื่อสุขภาพว่าอย่างงั้นเถอะ บางครั้งการกินอาหารแทนที่จะมีประโยชน์กับร่างกายอย่างเต็มที่ กลับทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ก็มี ลองอ่านดูแล้วกันนะคะ
มื้อเช้าก่อนไปทำงาน/เรียน...หม่ำให้สมองแล่น
เมื่อเราตื่นนอนตอนเช้า ระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำ ศูนย์หิวที่สมองจะเริ่มสั่งการ หากไม่ได้รับสารอาหารเติมเข้าไป ร่างกายจะเสียสมดุล อารมณ์ไม่สดชื่นแจ่มใส ทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงานหรือร่ำเรียนเขียนอ่าน
หม่ำ....ให้สมองแล่น
นม แร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสในนมช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง นมมีโปรตีน น้ำตาล แล็กโทส และวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินเอ ซึ่งช่วยในการมองเห็นและบำรุงเนื้อเยื่อ และวิตามินบีสองช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เนื้อเยื่อต่างๆ ทำหน้าที่เป็นปกติ โจ๊ก หรือข้าวต้ม มื้อเช้าที่ครบสารอาหารจะทำให้ร่างกายมีทุนสำรองในการเพิ่มเติมพลังงาน ทั้งหมวดหมู่แป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน ถ้าได้ไข่สักฟองยิ่งเยี่ยมใหญ่ ตามด้วย ดื่มน้ำสะอาดเป็นการปิดท้าย ทำงาน/เรียนไม่เก่งก็ให้มันรู้ไป

หม่ำ....สมองโรย
ขนมปังทาแยมหรือเนยโรยน้ำตาล แค่แป้งกับน้ำตาลจะไปเพียงอะไรกับร่างกายที่ต้องส่งพลังงานไปยังสมอง ยิ่งต้องจดจำร่ำเรียน อย่างนี้ห่างไกลเกรด A แหงๆไส้กรอกและเบคอน แม้จะมีโปรตีนแต่อุดมด้วยไขมัน กินซ้ำซากบ่อย ไม่ดีต่อสุขภาพแน่ ควรเวียนไปกินอาหารอื่นเพื่อรับสารอาหารที่ครบถ้วน
มื้อเที่ยง....หม่ำอย่างมีสติ
ได้เวลาพักเที่ยง....เลือกอาหารดีมีประโยชน์เติมพละกำลังให้กับร่างกาย อย่าตามใจปากเพราะความอยากแต่อย่างเดียว
หม่ำ....ยอดเยี่ยม
บะหมี่น้ำร้อนๆ กินบะหมี่บ่อยๆ อร่อยแล้วสุขภาพดีแน่ เพราะบะหมี่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรทที่ยอดเยี่ยมพอๆ กับก๋วยเตี๋ยว สปาเกตตี่ หรือมะกะโรนี แถมมีผัก เนื้อสัตว์ ครบหมวดหมู่โภชนาที่ดี กินแล้วย่อยง่าย ร่างกายไม่ต้องออกแรงเผาผลาญมาก ทำงาน/เรียนต่อไปจะได้ไม่ง่วงเหงาหาวนอน
เมนูยำรสจัด เลือกร้านที่เนื้อสัตว์ดูหน้าตาสดใสหน่อยนะจ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไก่ หรือปลา ที่สำคัญในอาหารจานยำ จะมีผักหลากหลายผสมรวมมิตรอยู่ โดยเฉพาะใบสะระแหน่ที่โรยหน้ามาด้วย อย่าเขี่ยทิ้งเด็ดขาด เพราะมีคุณค่าสารอาหารไม่ธรรมดา เมนทอลและน้ำมันหอมจะช่วยบำรุงสมองให้ปลอดโปร่ง ทำให้ตาสว่าง คึกคักสดชื่นไม่ง่วงซึม
หม่ำ....ยอดแย่
เมนูผัด ทอด ที่เยิ้มน้ำมัน นานๆ กินครั้งก็โอ.เค แต่ผูกปิ่นโตฝากท้องทุกมื้อกลางวันละแย่แน่ ไขมันทั้งนั้นเลย เมนูรสจัด ยำแซบเผ็ดร้อน กินเข้าไปไม่มีผลดีต่อร่างกายเลย ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน ร่างกายเสียสมดุล
เต็มดีกรีเครื่องปรุง ควรเลี่ยงซะ ถ้าไม่อยากปั่นทอนสุขภาพให้ทรุดโทรม
ที่มา : www.maeklongtoday.com

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สูตรลับดวงตาสวย

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ แหม! ใครๆ ก็รู้ดีใช่ม่ะ ใครที่มีดวงตาสวยก็ดีไป แต่ถ้าใครมีปัญหากับดวงตานี่สิ..ไม่ว่าจะเป็นตาบวม ตาคล้ำ ตาดำ ตาแดง ตาต่ำ แหะๆ อันนี้ไม่เกี่ยวนะจ๊ะ ฉะนั้นสาวๆ ควรจะดูแลดวงตาของพวกเธอให้สวยได้นานๆ แต่ถ้ามีถุงใต้ตาล่ะ เอ....อันนี้คงไม่เข้าท่าเหมือนกัน วันนี้เราเลยเอาใจสาวๆ ที่มีปัญหาดวงตาด้วยเคล็ดไม่ลับ การดูแลดวงตาให้ใสปิ๊งด้วยวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ตัวเอง งั้นไปดูกันเลยดีกว่า
สาวๆ เคยรู้สึกไหมว่าเวลาเราตื่นนอนตอนเช้าตาจะบวม ที่เป็นแบบนั้นเพราะเวลาเรานอนราบ น้ำในร่างกายจะไหลสู่ที่ต่ำทำให้ดวงตาของเราบวมช้ำและนี่แหละทำให้เรามีถุงใต้ตา บางครั้งก็ตาคล้ำเหมือนหมีแพนด้า ทำให้สาวๆ หมดสวยด้วยซิ เราเลยช่วยหาวิธกำจัดปัญหาพวกนี้มาให้พวกเธอ ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ รับรองว่ากลับมาสวยปิ๊งเหมือนเดิมเลยหล่ะ
เคล็ดลับที่ 1 บำรุงตาดวงแตงกวา
หาแตงกวาลูกโตๆ หน่อยซัก 2-3 ลูกมาล้างให้สะอาดแล้วหั่นบางๆ เป็นแว่นกลมๆ เอาไปแช่ตู่เย็น 15-20 นาที หรือจะเอาแตงกวามาปั่นก็ได้นะ แล้วแช่ให้เย็นเจี๊ยบแล้วใช้สำลีชุบน้ำแตงกวาให้ชุ่มมาปิดตาไว้ นอนนิ่งๆ 15-20 นาที ค่อยเอาออก วิธีนี้ช่วยลดริ้วรอยและเจ้าอาการตาบวมได้ ลองทำกันดูแล้วจะรู้สึกว่าตาของเราใสปิ๊งขึ้นเยอะเลยใช้ม๊า
เคล็ดลับที่ 2 บำรุงตาด้วยน้ำนม
เตรียมนมสดไว้ประมาณครึ่งแก้วแล้วเอาไปแช่เย็นใช้สำลีหรือแผ่นสำลีสำหรับเสริมสวยชุบนมเย็นแล้ว วางไว้บนเปลือกตาซัก 10 นาที เอาออกพัก 2 นาที แล้วทำซ้ำใหม่ จะช่วยมำให้สบายตา ถ้ายิ่งตากำลังระคายเคืองหรือบวมจากการร้องไห้วิธีนี้แหล่ะช่วยได้แน่นอนเลยล่ะ
เคล็ดลับที่ 3 บำรุงตาด้วยใบชา
นำถึงชาที่ใช้แล้วมาแช่เย็นแล้วนำมาปิดตา กรดแทนนิคจากใบชาจะช่วยให้เย็นตาและลดความบวมของตาได้ ฝากบอกอีกนิ๊ด..ถ้าตาบวมเพราะการร้องไฟ้ให้ลองนำผ้าเย็นๆ มาโปะตาไว้อาการตาบวมก็จะดีขึ้นได้
เคล็ดลับที่ 4 บำรุงตาด้วยมันฝรั่ง
หามันฝรั่งหัวพอดีๆ มือมาล้างให้สะอาดแล้วจัดการหั่นบางๆ แช่เย็นไว้แล้วเอามาปิดตาไว้ 15-20 นาทีเช้าหน เย็นหน ก็จะช่วยลดริ้วรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้ แค่นี้สาวๆ ก็จะดูใสปิ๊งมากเลย
การบำรุงดวงตาด้วยวิธีธรรมชาติถ้าขยันทำเป็นประจำจะได้ผลดีมาก แต่ถ้าไม่มีเวลาล่ะก็ลองทำตามวิธีนี้ดูแล้วกันนะ
1.ปิดตาทั้งสองด้วยฝ่ามือ ไม่ให้แสงเข้าลืมตาขึ้นในความมืดเบื้องหน้า 5 นาที เป็นยังไงจ๊ะรู้สึกดีไหม
2.กดเบาๆ ช้าๆ ไปตามเบ้าตา โดยเริ่มจากใต้ดวงตาไปถึงโหนกแก้มแล้วอ้อมขึ้นมาด้านบนมาจนถึงสันจมูก ขอย้ำนะจ๊ะว่าให้ทำเบาๆ ไม่งั้นจากสวยๆ จะกลายเป็นเยินไม้รู้ด้วยนะหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เพราะอาหารรสเค็มเนี่ยตัวดีที่ทำให้ดวงตาสวยๆ ของเราบวมขึ้น
แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับสาวๆ ก็คือ ต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ แค่นี้ดวงตาคู่สวยของเราก็กลับมาสดใสเหมือนเดิมแล้วจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อย่ามองข้ามประโยชน์จากเปลือกผลไม้

สาวๆ คนไหนชินกับการกินผักผลไม้ต่อไปนี้ เช่น แตงกวา มันฝร่ง แอปเปิ้ล และต้องปอกเปลือกให้เกลี้ยง เนื้องจากไม่ชอบเปลือกของเจ้าผลไม้ หรือเพราะความเข้าใจผิดว่าเปลือกของเจ้าผลไม้จะไม่สะอาดหรือไม่มีประโยชน์
แต่รู้หรือไม่ว่าสาวๆ กำลังคิดผิดนะค่ะ !!!! เพราะเปลือกผลไม้เหล่านั้นมีประโยชน์อย่างมากเลยค่ะ ไม่เชื่อลองมาดูกันสิว่าเปลือกผลไม้มีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง


- เปลือกแอปเปิ้ล -
เชื่อว่ามีผลในการต่อต้านมะเร็ง ตามที่นักวิจัยพบว่าเปลือกของแอ๊ปเปิ้ลแดงผลหนึ่งมี สารต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่าวิตามินซี 820 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ได้จากน้ำส้มคั้นถึง 2 ควอตช์ เลยทีเดียว
ประโยชน์ของเปลือกแอปเปิ้ลนี่เยอะจริงๆนะค่ะ แต่เชื่อไหมค่ะว่ามีสาวๆ ไม่น้อยที่ชอบปลอกเปลือกออกก่อนจะทานแอปเปิ้ล ต่อไปนี้ห้ามปลอกเปลือกก่อนทานนะค่ะ สาวๆ จะได้รับประโยชน์จากแอปเปิ้ลมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ
- เปลือกมันฝรั่ง -
อุดมไปด้วยใยอาหาร (fiber) ธาตุเหล็ก โปแตสเซียม และวิตามินบี มากกว่าที่ได้จาก เนื้อมันเสียอีก เมื่อเทียบปริมาณเท่า ๆ กันแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยนะค่ะว่าเปลือกของมันฝรั่งจะมีประโยชน์ขนาดนี้ แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยทานมันฝรั่งพร้อมเปลือกซะด้วย...แต่ต่อไปนี้คุณสาวๆ น่าจะลองหันมาทานมันฝรั่งพร้อมเปลือกกันดูบ้างนะค่ะ
- ผิวส้ม มะนาว หรือมะกรูด -
มีสาร ดี-ไลโมนีน (น้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง) เทอปีน เฮสเพอริดีน (ยาป้องกันการ ตกเลือดโดยลดความเปราะของเส้นเลือด) คูมาริน (สารต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย) และแคโรทีนอยด์ (สารสีเหลืองช่วยต้านอนุมูลอิสระ) ซึ่งดีต่อสุขภาพ
อันนี้ประโยชน์เหลือล้นเลยค่ะสาวๆ โดยเฉพาะสารสีเหลือต้านอนุมูลอิสระเนี่ย สามารถต้านโรงมะเร็งได้นะค่ะ และสาวๆ อย่างเราๆ ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็วเต้านม มะเร็งปากมดลูก ดังนั้นแคโรทีนอยด์จึง เป็นประโยชน์มากสำหรับกับสาวๆ อย่างเรา
รู้อย่างนี้แล้ว ก็ลองหันมาทานผักผลไม้พร้อมทั้งเปลือกดู แต่ก่อนทานก็อย่าลืมล้างให้สะอาดก่อนนะค่ะ เพราะถ้าล้างไม่สะอาดอาจจะเกิดโทษแทนที่จะเกิดประโยนช์นะค่ะ ด้วยความห่วงใยจากเราค่ะ....

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หุ่นสวยด้วยแอปเปิ้ล

1 รู้หรือไม่ว่าในแอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่า เบต้าแคโรทีน วิตามินซี เพคติน (ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ) และกรดมาลิค กับกรดทาร์ทาริก ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยในการย่อยอาหารประเภทโปรตีน และไขมัน ต้นเหตุที่ทำให้น้ำหนักของคุณผู้หญิงเพิ่มขึ้น แถมในสารเพคตินยังมีคุณสมบัติพิเศษช่วยลดความอยากอาหาร และลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย
2 ในแอปเปิ้ลมีแป้ง และน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75% จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึม และนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงแค่ 10 นาที ฉะนั้นการกินแอปเปิ้ลเพียง 1 ลูก ก็สามารถช่วยลดความอยากอาหารของคุณสาวๆ ลงได้
3 สารเพคตินที่อยู่ในแอปเปิ้ล เป็นไฟเบอร์ที่สามารถละลายในน้ำได้ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า เมื่อกรดในกระเพาะอาหารทำการย่อยสลายไขมัน และแยกคอเลสเตอรอล ออกมาเรียบร้อยแล้ว สารเพคตินจากแอปเปิ้ลจะทำหน้าที่คอยดักจับคอเลสเตอรอลเพื่อนำไปทิ้งก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมกลับเข้าไปอีกครั้ง แถมสารเพคตินยังทำหน้าที่ลดคอเลสเตอรอลในผู้หญิงได้ดีกว่าผู้ชายอีกด้วย
4 สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และคนที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด ?แอปเปิ้ล? คือผลไม้ทางเลือกที่คุณต้องไม่มองข้าม เพราะในแอปเปิ้ลจะมีน้ำตาลธรรมชาติที่ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ต่างกับในอาหารทั่วไป อย่าง น้ำผึ้ง ที่ปริมาณของน้ำตาลจะเพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วทันทีเมื่อร่างกายได้รับเข้าไป
รู้อย่างนี้แล้ว สาวๆ คนไหนที่ยังกินขนมขบเคี้ยวเป็นอาหารว่าง ลองเปลี่ยนมาเป็นผลไม้ 'แอปเปิ้ล' แทน น่าจะดีกว่าไม่น้อย นอกจากจะได้หุ่นสวยๆ แล้ว ยังได้ผิวใสๆ กลับไปอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เลือก อารมณ์ดีได้ ด้วยอาหาร

ถ้าเกิดอาการเครียด : โยเกิร์ตไขมันต่ำหนึ่งถ้วย หรือ 2 ช้อนโต๊ะ จะช่วยคลายเครียดได้ ซึ่งในงานวิจัยจากประเทศสโลวาเกียพบว่าการกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน อย่างโยเกิร์ตและถั่วจะทำให้สภาวะความเครียดของคนที่ต้องไปพูดท่ามกลางสาธารณชนมีน้อยลงเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้กินอาหารจำพวกกรดอะมิโน ฉะนั้นลองกินโยเกิร์ตกับถั่วบ้างก็จะช่วยได้เหมือนกันนะคะ
ถ้าเกิดพลังงานถดถอย: ลูกเกดและถั่ว รวมทั้งธัญพืช สามารถช่วยให้เรามีพลังวังชาขึ้นมาได้ เพราะลูกเกดอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งรางกายจะใช้เปลี่ยนจากน้ำตาลไปเป็นพลังงาน ส่วนถั่วอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดียิ่งขึ้น แถมยังช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง ในทางกลับกันถ้าร่างกายมีระดับแม็กนีเซียมในระดับต่ำจะทำให้เกิดกรดแล็กติก ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนแอได้
ถ้าสมองอ่อนล้า : กินบลูเบอรี่ ซึ่งมีสารป้องกันมิให้สมองของเราเกิดอนุมูลอิสระอันนำไปสู่ความเสื่อมของ เซลล์สมอง ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้
ถ้างัวเงีย...ลุกไปทำงานไม่ไหว : ไข่และขนมปังโฮลสวีตสำหรับมื้อเช้าจะช่วยให้กระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น เพราะไข่อุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งถ้าได้กินเป็นอาหารเช้าแล้ว นอกจากจะให้พลังงานแก่เรา ยังช่วยให้เรากินอาหารมื้ออื่นๆ ลดน้อยลงไป ฉะนั้น ใครที่กำลังรักษาหุ่นอยู่ก็ลองเลือกไข่และขนมปังโฮลสวีตเป็นอาหารเช้าได้นะ คะ
ถ้าอารมณ์เสียหรือหงุดหงิดอยู่ : ช็อคโกแลต ซึ่งตามหลักงานวิจัยของประเทศอิตาลีแล้วพบว่าผู้หญิงที่กินช็อคโกแลตบ่อยๆ มักจะมีแรงขับเคลื่อนทางเพศสูงและกระตือรือร้นอยู่เสมอ

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เครื่องดื่มสำหรับสาวไดเอ็ท

เก็บมาฝากกันอีกแล้วค่ะ กับความรู้สำหรับสาวๆ ที่ไดเอ็ท กำลังลดความอ้วนกันอยู่ วันนี้เราขอแนะนำนำเสนอ เครื่องดื่มสำหรับคนที่กำลังลดความอ้วนค่ะ....ส่วนใหญ่เราจะเห็นแต่อาหารลดความอ้วนที่หลากหลาย เราสามารถหาทานกันได้มากมายในตอนนี้ แต่เครื่องดื่มละค่ะ เราอาจจะยังไม่ทราบว่าเครื่องดื่มประเภทไหนกันนะ ที่จะช่วยสาวๆ แก้ปัญหาการลดความอ้วนได้ รีบมาดูกันเลยค่ะ

1. น้ำผัก

น้ำผักจะอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ และแคลอรี่น้อย ผักส่วนใหญ่แล้วจะมีไฟเบอร์สูง ทำให้เรารู้สึกอิ่ม และทานอาหารได้น้อยลง

2. สมูธตี้ผลไม้

สำหรับเครื่องดื่มชนิดนี้ เราจะใส่ความเป็นตัวเอง ผลไม้ที่เราชอบ และนมพร่องมันเนยอีกสักเล็กน้อย ไม่ควรดื่มสมูธตี้ที่มีน้ำตาล วิปครีม น้ำผึ้งหรือแม้แต่สารทดแทนความหวานต่างๆค่ะ เพราะมีแคลอรี่เยอะ และที่ควรรู้ก็คือ ร้านต่างๆที่เรามักจะไปซื้อไม่ว่าจะตามร้านอาหารหรืแแม้แต่ไอศครีมก็ต่าง เพิ่มความหวานให้กับน้ำปั่นแก้วโปรดของคุณค่ะ ถ้าทำเองได้ ทำเองดีกว่านะคะ

3. น้ำผลไม้

สำหรับสาวๆที่ไม่ชอบทานผลไม้สด หันมาดื่มน้ำผลไม้ทดแทนให้ได้วิตามินและสารอาหารอื่นๆนะคะ ถ้าสามารถทำเอง คั้นเองได้ ก็ควรทำค่ะ เพราะนอกจากความสดแล้ว สารอาหารยังครบถ้วนกว่าด้วย แต่หากไม่สะดวก เลือกน้ำผลไม้กล่องที่ไม่ผสมน้ำตาล หรือเป็นน้ำผลไม้ 100% ค่ะ น้ำผลไม้ก็ทำให้เราอิ่มได้นานทานได้น้อยลงอีกด้วยค่ะ

4. กาแฟดำ

กาแฟ มีประโยชน์ดีๆมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่มีแคลอรี่! กาแฟดำยังอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ยังช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ทำให้มีสมาธิมากขึ้น ลดความเสี่ยงของเบาหวานและมะเร็ง ไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วนะคะ แม้จะรู้สึกอยากดื่มมากขนาดไหนก็ตาม

5. ชาเขียว

ชาเขียวเองก็มีประโยชน์ดีๆ มากมายเช่นเดียวกับกาแฟค่ะ มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะเหมือนกัน และชาเขียวนี่ล่ะค่ะช่วยให้เราเผาผลาญไขมันได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย บางเคสอาจจะเพิ่มได้มากถึง 40% เชียว

6. นม

นมไขมันต่ำมีส่วนช่วยในการหยุดการขยายตัวของไขมันในร่างกาย แต่การดื่มนมในปริมาณมากๆจะได้รับแคลอรี่เยอะ ฉะนั้นดื่มเพียง 3-4 แก้วต่อวัน ก็เพียงพอที่จะช่วยเรื่องของการลดน้ำหนักแล้วล่ะค่ะ

7. เครื่องดื่มโปรตีน

เครื่องดื่มโปรตีน เช่นที่ให้เป็นผงแล้วนำมาชง จะช่วยจัดการการลดน้ำหนักของเราให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ เพราะโปรตีนไปสร้างกล้ามเนื้อซึ่งสำคัญอย่างมากกับการเผาผลาญไขมัน ซึ่งยิ่งมีกล้ามเนื้อเยอะ ไขมันยิ่งน้อย

8. เครื่องดื่มไฟเบอร์

มีเครื่องดื่มประเภทที่มีไฟเบอร์เยอะแยะในตลาด และเป็นเครื่องมือที่ดีในการใช้โปรแกรมลดน้ำหนัก ไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายของเรารู้สึกอิ่ม และไฟเบอร์ก็มีประโยชน์มากมายอีกด้วย ตอนนี้เครื่องดื่มที่เพิ่มไฟเบอร์เข้าไปมีเยอะมากค่ะ ลองหาทานสักยี่ห้อละกันค่ะ

9. น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ล

อ่านแล้วยี้เลยใช่มั้ยคะ แต่น้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ลเป็นที่โด่งดังมากๆในยุค 70s ในเรื่องของการลดน้ำหนัก แม้ว่ายังไม่มีวิทยาศาสตร์มายืนยันในเรื่องนี้ แต่บรรดาฟิตเนสกูรูต่างก็บอกว่าช่วยเพิ่มระดับเมตาบอลิซึ่มให้อย่างต่อเนื่อง

10. น้ำเย็นๆ

อาจจะเป็นเรื่องง่ายและมี พลังมากที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มทั้งหมด การดื่มน้ำเยอะๆ ก็ดีกับร่างกายของเราในหลายๆ ด้านอยู่แล้ว ทั้งน้ำยังไม่มีแคลอรี่ ถ้าปกติไม่ได้ทานน้ำเย็น ลองเปลี่ยนมาดื่มน้ำเย็นวันละสองแก้ว เพิ่มจากน้ำดื่มปกติ น้ำเย็นช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มขึ้นถึง 30% และถ้าเราจะคำนวนกันดีๆแล้ว ช่วยลดไขมันไปได้ถึงเกือบ 10 กิโลต่อปีเลยทีเดียว

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แก้ปมท้องผูกด้วยใยอาหาร

หนึ่งในความสุขที่ราคาไม่แพงก็คือการ "ขับง่ายถ่ายคล่อง" ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยยาระบาย เพียงแค่กินใยอาหาร ให้มากพอดีก็พอแล้ว

- รู้จักกับใยอาหาร : ใยอาหารเป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทหนึ่ง ที่ผ่านระบบย่อยอาหารของเราได้โดยไม่ถูกย่อยเป็นสารอาหาร มีทั้งประเภทละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ ใยอาหารจะอยู่ในผัก ผลไม้ และอาหารธัญพืชต่างๆ ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ การกินใยอาหารมากจะเป็นการบังคับให้เราเคี้ยวให้ละเอียดขึ้น ทำให้รู้สึกอิ่ม และไม่กินมากเกินไปในแต่ละมื้อด้วย
ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยกระตุ้นการไหลของอาหารในลำไส้ และเพิ่มปริมาตรให้แก่อุจจาระ (จะได้ไม่ออกมาเป็นเม็ดเล็กๆ) ลองมองหาข้าวกล้อง ขนมปังโฮลเกรน ถั่วและผักต่างๆ
ใยอาหารชนิดละลายน้ำ ใยอาหารชนิดนี้ละลายในน้ำกลายเป็นเจลเหลวๆ ไหลผ่านลำไส้ ทำให้อุจจาระไม่แห้งแข็ง ขับถ่ายง่ายนักแล
- กินอย่างไรดี : เริ่มต้นในแต่ละวันด้วยอาหารเช้า ลองกินซีเรียลที่ให้ใยอาหารประมาณ 5 กรัมต่อถ้วย แล้วผสมผลไม้สดกับผลไม้แห้งลงไป หรือถ้าชอบอาหารเช้าแบบไทยๆ ก็ลองเปลี่ยนมากินข้าวกล้องที่มีใยอาหารมากกว่า 3 กรัมต่อถ้วย และอย่าลืมหั่นผักอย่างบร็อคโคลีหรือแครอทเข้าไปผสมด้วยนะคะ
- เท่าไหร่ถึงจะพอ : ปริมาณที่แนะนำในหนึ่งวันอยู่สำหรับผู้หญิงคือ ควรทานวันละ 21-25 กรัมต่อวัน ส่วนผู้ชายต้องทานเยอะหน่อยที่ 30-38 กรัมต่อวัน

- ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว : การกินใยอาหารไม่ได้ทำให้การขับถ่ายปกติอย่างเดียวเท่านั้น อาหารที่มีใยอาหารอยู่มากจะช่วยป้องกันโรคริดสีดวงทวาร และโรคติ่งเนื้อในลำไส้ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมเพราะทำให้ LDL ลดลง ช่วยปรับปรุงความดันโลหิต และระดับน้ำตาลในเลือด การกินใยอาหารจึงสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 เช่นเดียวกับเราทุกคนที่ต้องการมีสุขภาพดียังไงล่ะคะ

ขอขอบคุณ : Lisa ผู้สนับสนุนเนื้อหา

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

รวบผมตึง...ระวังโรคเครียดถามหา


สาวๆ ที่ชอบมัดผมแน่นตึงมากๆ แล้วเจอกับอาการมึนหัว งงงง ปวดตึงบริเวณต้นคอและท้ายทอยอยู่บ่อยๆ ขอให้บอกตัวเองไว้เลยว่า นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงความเครียดภายใต้หนังศีรษะก็เป็นได้
ใครที่ชอบมัดผมหรือคาดผมจนตึงแน่นอยู่เป็นประจำ ทรงผมสุดเนี้ยบนี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรัง และทำให้เกิดโรคเครียดตามมาโดยไม่รู้ตัวนะค่ะ
การรัดผม คาดผม หรือมัดผมจนตึงแน่นเป็นประจำ จะทำให้หนังศีรษะถูกเหนี่ยวรั้งมากขึ้น นอกจากจะทำให้ความกว้างของหน้าผากมากขึ้น (อาจเป็นนางเอกหนังจีน "แมนจู" ได้โดยไม่รู้ตัวนะ) เพราะรากผมถูกทำลายจากแรงดึงแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะไม่สะดวก นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรังและโรคเครียดได้

ดังนั้นเพื่อความงามของหน้าผาก ต่อไปในอนาคต และเพื่อผ่อนคลายหนังศีรษะ ลองเปลี่ยนมาปล่อยผมสบายๆ หรือมัดผมเปียหลวมๆ แทนการรวบผมตึงฟิตเปรี๊ยะ เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองให้ง่ายขึ้นดีกว่าค่ะ


วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สยบปากเหม็น จากหอม-กระเทียม


ต้นหอม..หัวหอม..กระเทียม..ของชอบทั้งนั้น แต่ก็ไม่กล้ากิน เพราะกลัวว่าจะ "ปากเหม็น"...วันนี้มีวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยแก้กลิ่นปากที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรงมาบอกกันค่ะ
วิธีที่ 1 หลังจากรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดกลิ่นปากเสร็จ ก็ให้ดื่มนมตามเข้าไป 1 แก้ว ก็จะช่วยลดกลิ่นได้
วิธีที่ 2 นำมะนาวฝาน 1 ชิ้น มาแช่ใส่น้ำเย็นไว้ ทิ้งไว้ให้น้ำมีกลิ่นมะนาวสักหน่อย แล้วดื่มหลังจากรับประทานอาหาร
วิธีที่ 3 ดื่มกาแฟดำ (กาแฟเพียวๆ) ตามเข้าไป 1 แก้ว กลิ่นของกาแฟ จะช่วยกลบกลิ่นไม่พึงประสงค์ อันเกิดจากอาหารจำพวกหอม กระเทียมได้ค่ะ
เพียงเท่านี้ เราก็สามารถรับประทานอาหารที่เราชื่นชอบได้อย่างสบายใจหายห่วงแล้วค่ะ...^^

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

มารู้จักปุ่ม F บนคีย์บอร์ดกันดีกว่า

หากพูดถึงปุ่มตระกูล F (Function) บนแป้นคีย์บอร์ด น่าจะเป็นปุ่มที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ต้องพบเห็นบ่อยๆ และคุ้นเคยกันดี เนื่องจากมันถูกวางเรียงอยู่แถวบนสุดของคีย์บอร์ด แถมยังมีจำนวนมากตั้งแต่ F1 ไปจนถึง F12
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าปุ่มตระกูล F เหล่านี้มีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง เอาเป็นว่าเราลองมาทำความรู้จักคุณสมบัติเฉพาะตัวของปุ่มลัดเหล่านี้กันดีกว่า เพื่อว่าคราวต่อไปคุณจะได้ใช้ประโยชน์กับมันได้มากขึ้น
F1 - นี่คือปุ่มทางลัดเข้าสู่คู่มือช่วยเหลือ (Help) ของโปรแกรมต่างๆ และถ้าคุณกดปุ่ม Windows Key ตามด้วย F1 มันก็คือปุ่ม Help ของโปรแกรมไมโครซอฟท์นั่นเอง
F2 - ถ้าคุณกดปุ่มนี้ขณะอยู่บนจอเดสก์ท็อป มันคือการไฮไลต์โฟลเดอร์หรือไฟล์เพื่อเตรียมจะเปลี่ยนชื่อ และถ้าอยู่บนโปรแกรม Microsoft Word เมื่อคุณกดปุ่ม Ctrl + F2 มันคือการ Preview เอกสารก่อนพิมพ์
F3 - ปุ่มนี้ใช้เป็นทางลัดเข้าสู่ระบบ Search ของโปรแกรมต่างๆ
F4 - กดปุ่ม Alt + F4 คือการออกจากโปรแกรมที่กำลังใช้งาน
F5 - เมื่อกำลังท่องเว็บไซต์ กดปุ่มนี้คือการทำ Refresh หรือ Reload หน้าเว็บไซต์อีกครั้ง
F6 - คือปุ่มที่ใช้เลื่อน Cursor ไปยัง Address Bar ขณะใช้งานเว็บเบราว์เซอร์
F7 - กดปุ่มนี้เมื่ออยู่ใน Microsoft Word คือการเรียกเช็กระบบตรวจสอบคำผิด
F8 - ปุ่มลัดใช้เรียก Start Menu เวลาอยู่ใน Safe Mode
F9 - ปุ่มลัดเข้าสู่ระบบวัดระยะของโปรแกรม Quark 5.0
F10 - กดปุ่ม Shift + F10 คือการทำงานเสมือนคุณกำลังคลิกขวาที่เมาส์
F11 - กดปุ่มนี้เพื่อการเรียกดูเบราว์เซอร์แบบ Full Screen
F12 - ใช้เป็นคำสั่ง Save as เมื่ออยู่ในโปรแกรม Microsoft Word
ที่มา : http://marsmag.net