วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

ไข่ขาว ดูดสิวได้ดีเยี่ยม

ไข่ขาวมีประโยชน์ต่อผิวหน้า โดยเฉพาะถ้าต้องการขจัดสิวสิวเสี้ยนหรือสิวหัวดำ แบบใบหน้าไม่ต้องช้ำด้วยมือกด หรือใช้มือบีบให้ผิวช้ำ เริ่มต้นด้วย การล้างหน้าให้สะอาด ซับให้แห้ง แล้วใช้แผ่นสำลีไม่หนาหรือบางจนเกินไป ชุบไข่ขาว แล้วนำมาแปะบนใบหน้ายกเว้น รอบดวงตาและริมฝีปาก แล้วนอนรอ

เมื่อสำลีที่ชุบไข่ขาวบนใบหน้าแห้งสนิทดีแล้ว (ต้องแห้งจริง ๆ ) จึงลอกออก สังเกตสำลีที่ถูกลอกจะเห็นสิวหัวดำติดออกมา และหัวสิวขาว ๆ เหลืองออกมาเต็มเลย จากนั้นใช้น้ำอุ่นเช็ดใบหน้า และล้างออกด้วยน้ำเย็น เพื่อปิดรูขุมขน

ถ้าเป็นคนหน้ามัน และสับปะรดยังเหลืออยู่อีก ก็หั่นสับปะรดบาง ๆ วางบนใบหน้า หรือจะใช้ส้อมยีให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็ได้ แต่มันจะทำให้หกเลอะเทอะ ทว่าได้ผลในการดูดซึมได้ดี ทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำเปล่าสะอาด ผิวหน้าจะเนียนนุ่ม สดใส และช่วยลดความมัน

แค่สับปะรดที่ซื้อมาสัก 2 เสี้ยว หรือ 1 ลูก และไข่ไก่ซึ่งมีติดคู่ครัวอยู่แล้ว เพียงแค่นี้ก็สวยทั้งข้างในและข้างนอก !!! อย่าลืมนำเคล็ดลับแบบนี้ไปใช้กันดูนะค่ะจะได้หน้าใสไร้สิวกันถ้วนหน้าค่ะ

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

มะนาว สุดยอดตัวช่วย ลดน้ำหนัก

"มะนาว" ถูกกล่าวขานว่ามีสรรพคุณในการลดความอ้วนได้อย่างดีที่สุด หาก คุณทำตามกฎหลักทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะน้ำหนักลดลงได้ดั่งใจปรารถนา
1. ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นทุก ๆ เช้า
เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น มะนาวเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับช่วยลดไข้ได้ แต่มันยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา แนะนำมาว่า ใครที่กินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีในปริมาณที่มาก จะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมัน ผลวิจัยยังแสดงอีกว่า แคลเซียมที่มีอยู่ในเซลล์ไขมันปริมาณมาก ๆ จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น
2. รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ชนิด
เพราะผักและผลไม้ทุกประเภท จะมีปริมาณแคลอรีที่น้อยมาก แต่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใย และสารอาหารที่ครบครัน จะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานอย่างสงบลง
3. ปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
โดยการบีบน้ำมะนาวลงไปในมื้ออาหารทุกมื้อ หรือผสมเปลือกมะนาวลงไปในซุปหรือสลัด และบีบมะนาวเพียงเล็กน้อยโปรยลงบนเนื้อปลา และเนื้อไก่ก่อนรับประทาน แล้วจะรู้ว่ามะนาวคือเส้นใยที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะมะนาวจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย
นอกจากนี้ผลการศึกษาของวิทยาลัย Journal of the America College of Nutrition รายงานว่า คาร์โบไฮเดรตที่พบในผิวเปลือกของมะนาว จะสามารถกำจัดความอยากกินให้ลดลงได้ถึง 4 ชั่วโมง เปลือกมะนาวเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ที่ดีที่สุด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่คุณกินมัน คุณจะรู้สึกอิ่มไปอีกนานเลยทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

ยาเลื่อนปจด.กินเมื่อจำเป็น-มีเซ็กส์ป้องกัน

สาวๆ หลายคนอาจกังวลใจไม่น้อย หากมีประจำเดือนในช่วงที่ต้องทำกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เช่น ไปเข้าค่าย เที่ยวทะเล หรือจำเป็นต้องเดินทางไกลไปต่างประเทศ การเลื่อนประจำเดือนออกไปจึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องการ เพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการทำกิจกรรมระหว่างวัน....

โดยตัวช่วยที่ผู้หญิงเลือกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว คือ "ยาเลื่อนประจำเดือน"ที่นิยมใช้ทั่วไปเป็นฮอร์โมนโปรเจสโตเจน หรือฮอร์โมนโปรเจสโตโรน เมื่อผู้หญิงกินยาประเภทนี้แล้ว จะช่วยยืดเวลาให้รอบเดือนช้าออกไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์

ทำไมยาดังกล่าวถึงมีประสิทธิภาพทำให้ประจำเดือนเลื่อนออกไปได้?
จากการได้พูดคุยกับรศ.นพ.อภิชาติ จิตเจริญต์ อาจารย์นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูติ-นารีเวชวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในช่วงก่อนการมีประจำเดือนระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนในร่างกายจะลดลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ดังนั้นยาเลื่อนประจำเดือนจึงมีประสิทธิภาพทำให้ระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนในร่างกายผู้หญิงไม่ลดลง การมีรอบเดือนจึงถูกเลื่อนออกไปนั่นเอง
นอกจากนี้ยาเลื่อนประจำเดือนโดยทั่วไปอาจใช้เป็นยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาได้ แต่ไม่นิยมใช้ป้องกันการมีบุตร เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อร่างกายมากกว่า เนื่องจากการใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เลือดออกกระปริบกระปอย รอบเดือนแปรปรวน จึงไม่แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้
บางคนเมื่อกินยาเข้าไปแล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้ คัดตึงเต้านม อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นบางเวลาก็เป็นได้ ส่วนผลข้างเคียงอย่างอื่นไม่มีอะไรน่ากลัว ถือว่ามีความปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น ควรจะใช้ลักษณะชั่วครั้งชั่วคราว ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยได้ผลตามต้องการ?
สำหรับวิธีการใช้รศ.นพ.อภิชาติ แนะนำว่า จะต้องกินยาล่วงหน้าก่อนจะมีประจำเดือนอย่างน้อย 4-5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เพราะถ้ากินในช่วงวันใกล้มีประจำเดือนอาจจะไม่ได้ผลในการเลื่อนรอบเดือนออกไป ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงยาประเภทลดกรดในกระเพาะอาหาร เพราะจะมีผลทำให้การดูดซึมยาลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเลื่อนประจำเดือนต่ำ
ส่วนวิธีใช้ยากินวันละ 2 เม็ด ตอนเช้าและตอนเย็น ติดต่อกันในขนาดที่กำหนด แต่ไม่ควรเกิน 10-14 วัน เพราะการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอย และรอบเดือนมาผิดปกติได้ หลังหยุดยาแล้วประจำเดือนจะไม่มาในทันที ทิ้งช่วงเวลาไปประมาณ 2-3 วันต่อจากนั้น ประจำเดือนจึงจะมาตามปกติ

มีเซ็กส์ในช่วงกินยาเลื่อนประจำเดือนเสี่ยงท้องไหม?
ในกรณีที่คุณผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่กินยาเลื่อนประจำเดือน คุณหมอบอกว่า โอกาสการตั้งครรภ์นั้นมีน้อยแต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ ควรใช้ถุงยางอนามัยป้องกันการมีเซ็กส์ด้วยจะเป็นการดี เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และความสุ่มเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้
หากต้องการเลื่อนประจำเดือนและคุมกำเนิด การทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบแผงละ 21 เม็ด กินโดยไม่ต้องเว้นหรือหยุดยา จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และเลื่อนประจำเดือนได้ไปพร้อมกัน แต่ถ้าเลือกกินยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 28 เม็ด เมื่อทานยาคุมไป 21 เม็ดแล้ว ให้เริ่มทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่ได้เลยโดยไม่ต้องรับประทาน 7 เม็ดที่เหลือในแผงเดิม เนื่องจากยา 7 เม็ดที่เหลือไม่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน และในผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิดอยู่แล้ว เมื่อหยุดทานยาปะจำเดือนจะมาตามปกติในอีกประมาณ 2-3 วัน
ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพของผู้คุณหญิง ในแง่ของการรับประทานยาอย่างไรให้ปลอดภัยและเหมาะสม ไม่ใช่เพียงแค่ยาเลื่อนประจำเดือนเท่านั้นนะคะ แต่หมายรวมถึงการใช้ยาในทุกๆ ประเภท สาวๆ ควรศึกษาข้อมูลวิธีใช้ก่อนบริโภคเข้าสู่ร่างกาย เพื่อความปลอดภัยและลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา!

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

สะอาดล้ำลึก....กับสาวผิวมัน

สาวผิวมันมีรูขุมขนใหญ่ น้ำมันตามธรรมชาติผลิตออกมาเยอะ จึงมีความเสี่ยงในการเป็นสิวสูงกว่าผิวปนะเภทอื่นๆ หากล้างเครื่องสำอางออกไม่หมดจะเกิดการสั่งสมง่ายกว่า สาวผิวมันจึงต้องเพิ่มขั้นตอนการดูแลผิวหน้ามากกว่าคนอื่น
ก่อนอื่นใดถ้าคุณสาวๆไม่ชัวร์ว่าตัวเองจัดอยู่ในกลุ่มผิวมันหรือไม่ ให้ลองทดสอบง่ายๆดังต่อไปนี้ค่ะ
- ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด
- นั่งนอนดูทีวี ในห้องแอร์เป็นเวลา 3 ชั่วโมง
- หลังจากนั้นเอากระดาษบางๆ มาแปะบนใบหน้า ถ้ากระดาษติดหน้าก็แสดงว่ามันชัวร์ แต่ถ้าติดเป็นบางส่วนไม่ถึงกับทั้งแผ่นก็แสดงว่าเป็นผิวผสม ถ้าไม่ติดเลยแสดงว่าผิวแห้ง
ขั้นตอนที่สาวผิวมันต้องระวังเป็นพิเศษ และที่ต้องเพิ่มเข้าไปให้มากกว่าผิวประภทอื่นๆ มีดังนี้
- ล้างหน้าให้สะอาดลึกถึงรูขุมขนด้วยน้ำอุ่น ทั้งนี้ก็เพื่อการขจัดคราบสกปรกที่ฝังลึก และยังช่วยป้องกันการเกิดสิวอีกด้วย
- ใช้สบู่หรือโฟมล้างหน้าแบบอ่อนๆ หรือเจลใสไร้ฟองก็ได้ ป้องกันการระคายเคือง
- ใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทโทนเนอร์ช่วยด้วย ซึ่งค่อนข้างสำคัญเลยสำหรับสาวผิวมันที่ชอบแต่งหน้า วิธีใช้ก็ง่ายดาย แค่เอาสำลีชุบโทนเนอร์มาเช็ดหน้าเบาๆ จนกว่าผิวหน้าจะสะอาด สังเกตจากความสะอาดขาวของสำลีนี่แหละ หากหมดสิ่งสกปรกเมื่อไรแล้วค่อยหยุดเช็ด (แต่ควรเป็นโทนเนอร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์นะค่ะ)
- ทาครีมบำรุงประเภทมอยซ์เจอไรเซอร์เสมอ หลายๆ คนเข้าใจผิดว่าไม่ใช้ดีกว่า เพราะผิวมันอยู่แล้ว ผิดถนัดเลยค่ะ ต่อให้ผิวมัน แต่ทุกๆ วันคุณก็แต่งหน้า ล้างหน้า มีการซับเอาน้ำมันโดยธรรมชาติออกจากผิวหน้าไป ดังนั้นผิวหน้าจึงต้องการการบำรุงมากเป็นพิเศษด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าให้สาวๆ เลือกใช้ครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพ
- การลอกหน้าขอสงวนไว้ให้กับกลุ่มสาวๆ ที่ผิวมันอย่างแท้จริง เพราะการลอกหน้าเน้นการช่วยขจัดไขมันส่วนเกินออกเร่งด่วน
- การพอกหน้าต้อง เลือกครีมพอกหน้าชนิดดีๆ ที่มั่นใจว่าจะไม่แพ้ ขอให้สาวๆ หาเวลามานั่งพอกหน้าอาทิตย์ละครั้งก็เพียงพอ ต่อให้ผิวหน้าจะดูมันบ้าง แต่สภาพผิวหน้าจะนุ่มนวลน่าสัมผัส

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

10 วิธีช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน

การเพิ่ม metabolism ทำให้มีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารและอาหารเสริมที่คุณทานเข้าไปด้วย ทำให้คุณอยากดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น และน้ำที่คุณดื่มยังช่วยสนับสนุนการขับพิษ การขับถ่ายและการย่อยอาหารในร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเคล็ดลับง่ายๆ อีก 10 วิธีที่จะทำให้คุณสามารถเผาผลาญพลังงานได้ด้วย

1. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ "ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อเรียบมาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญพลังงานมาก" ซึ่งวิธีการทำให้กล้ามเนื้อเรียบก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มเหมือนกัน แต่ช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณพุ่งสุดขีดนั้นน่ะ ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆบนสายพานหรอกนะคะ แต่หลังจากนั้นอีกสัก 2-3 ชั่วโมงค่ะ

2. ขยับตัว อยากเผาผลาญแคลอรี่ให้เร็วที่สุดก็ต้องออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายนั้นเราต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อยที่สุดก็วันละ 30 นาที อย่างปกติก็ 1 ชั่วโมง วิ่งเหยาะๆหรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง (แต่ไม่ควรที่จะหักโหมมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณเหนื่อยหอบได้) และไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ 120 ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก 30-45 นาที

3. กิน! ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 3-4 มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย แต่อย่าลืมว่า
ควรจะเป็นคนเลือกินสักหน่อย ไม่ใช่บอกว่าให้เลือกกินของแพงนะคะ แต่ให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า ลดไขมันจากสัตว์ แต่เพิ่มปริมาณผักและผลไม้

4. งดน้ำตาล เหตุผลง่ายๆ ก็คือน้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้นลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว

5. อย่าลืมกินอาหารเช้า เป็นความงที่ว่าคนที่กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หุ่นดีกว่าคนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับเมตาบอลิซึ่มของคุณวันนั้นพุ่งเป็น 2 เท่าด้วย อีกอย่างอาหารเช้าจะช่วยทำให้สมองปลอดดปร่ง สามารถเริ่มทำงานได้อย่างเต็มที่

6. กินอาหารเผ็ดร้อน เป็นคนไทยแสนจะโชคดี มีอาหารที่รสจัด มีทั้งพริกขี้หนูและพริกไทย แต่อย่าทานที่เผ็ดจนลิ้นชา หน้าแดง น้ำตาไหลนะคะ เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อกระเพาะและลำไส้ได้

7. ดื่มชาเขียว เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ ที่สำคัญตอนนี้หาซื้อได้ง่าย มีหลายรสชาติให้เลือกรับประทานด้วยค่ะ

8. ดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยขับสารพิษหลังจากที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มกระเตื้องขึ้นอีกนิดหนึ่งด้วยนะ อีกสูตรที่จะช่วยให้คุณมีผิวพรรณที่สดใส นั่นคือ 1 2 3 3 1 อย่าเพิ่งงค่ะ เพราะว่า 1 2 3 3 1 ที่ว่านี้คือ หลังจากตื่นนอนให้ดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว ตอนสายอีก 2 แก้ว ตอนเที่ยงถึงบ่ายอีก 3 แก้ว ตอนเย็น 3 แก้ว และก่อนนอนอีก 1 แก้ว รับรองว่านอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มแล้ว ผิวพรรณของคุณก็จะดูสดใสไปด้วย

9. อย่าเครียด สำคัญมาก ๆ เลยค่ะ เพราะขณะนี้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่กำลังตกอยุ่ในภาวะของอาการเครียด ซึ่งนอกจากจะทำร้ายจิตใจของเราแล้ว ยังส่งผลถึงร่างกายของเราด้วยเพราะความเครียดทำให้เราอ้วนขึ้น เพราะฮอร์โมนคอร์ติโซนจะไปทำให้อัตราเมตาบอลิซึ่มช้าลง ฉะนั้น สาว ๆ ที่กลัวอ้วน โปรดจงอย่าเครียด

10. นอนหลับ ความลับที่เพิ่งจะค้นพบก็คือ กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเราจะทำงานเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีที่สุดในชั่วโมง หลังๆที่เราหลับสนิทเต็มที่ค่ะ ซึ่งร่างกายของคนเราต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ 10 วิธีแสนง่าย ที่จะช่วยในการเผาผลาญพลังงานของคุณลองเอาไปทำกันดุนะค่ะเพื่อหุ่นสวยของคุณสาวๆ...

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

เทคนิคสำหรับสาวๆ ที่อยากมีผมสวย

การมีผมสวยก็ถือว่าเป็นสิ่งดึงดูดใจอย่างหนึ่งที่สาวๆ จะเอาไว้มัดใจหนุ่มๆ ที่ชอบสาวผมสวยดังนั้นเราต้องมาดูแลผมเราให้ดีและเลิกพฤติกรรมดังต่อไปนี้

- อย่าเสยผมบ่อยๆ เสียจนดูขัดตาหรือน่ารำคาญในความรู้สึกของผู้พบเห็น
- อย่าหวีผมในที่สาธารณะ
หรือต่อหน้าคนหมู่มาก
- อย่าปล่อยปละละเลยจนผมแห้งเสีย แตกปลาย มีรังแค
หรือชุ่มน้ำมันดูเหนียวเหนอะหนะ
- อย่าทำสีผมที่ตัดกับสีผิว

- อย่ากระทำกับผมของตัวเองเหมือนเส้นผมของตุ๊กตาไบลธ์
พูดง่ายๆ ว่าขอให้รักมันบ้าง ไม่ใช่ดัดๆ ย้อมๆ จนผมเสีย
- อย่าเลือกทรงผมที่กำลังเป็นที่นิยมโดยไม่คำนึงถึงรูปหน้าของตัวเอง
พึงระลึกเอาไว้เสมอๆ ว่า ผมทรงยอดนิยม ไม่เคยมีแค่ทรงเดียวในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเลย ลองดูตัวเลือกที่ 2 3 4 อีกสักทีดีไหมคะ
- กิ๊บก็ดี ที่คาดผมก็ดี เครื่องประดับตกแต่งผมทั้งหลายก็ดี เลือกที่ "ส่งเสริมความงาม" ของตัวเองด้วย ไม่ใช่แค่ไม่ตกเทรนด์ก็เป็นพอ
เช่น ที่ติดผมกลมๆ ซึ่งกำลังนิยมอยู่ตอนนี้ ใครที่หน้ากลม แก้มอูมอยู่แล้ว อย่าติดเลยค่ะ
- เปลี่ยนทรงผมบ้างก็ดีค่ะ อย่าไว้แต่ผมทรงเดิมตลอด 50 ปี
บางทีผมทรงนั้นมันไม่เข้ากับรูปหน้าและบุคลิกเอาเสียเลย แต่คนทั้งโลกก็ต้องทำใจให้คุ้นเคยกับทรงผมของคุณ เพียงเพราะคุณไม่มีนิสัยอยากเปลี่ยนผมทรงใหม่ไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนทรงผมบ้างทำให้ชีวิตมีชีวา และนำมาซึ่งสีสันชีวิตได้หลายประการ
- เมื่อไปพบกับช่างตัดผม อย่าเอาแต่นั่งเงียบให้เขากระทำทุกอย่างกับผมของเรา จ่ายสตางค์ แล้วก็กลับบ้าน
ลองใช้โอกาสสนทนาหาความรู้เกี่ยวกับเส้นผมและทรงผมดูบ้าง ก็นับเป็น "กำไร" ในการตัดสินใจไปตัดผมครั้งหนึ่งๆ
- ควรมีความรู้ขั้นพื้นฐานที่ว่า มูส สเปรย์ น้ำมันใส่ผม เจล ฯลฯ มีวิธีเลือกใช้ต่างกันอย่างไร
แต่ละอย่างให้ผลต่อเส้นผมหรือทรงผมของเราอย่างไร รวมไปถึงการเป่า ไดร และเซตผมด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ด้วย เพราะเราคงไม่มีเวลาและงบประมาณมากพอที่จะไปหาแฮร์ดีไซเนอร์หรือแฮร์สไต ลิสต์ได้บ่อยๆ

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

10 วิธีล้างพิษก่อนกิน

หลายคนสงสัย แค่จะกินก็ยังต้องล้างพิษด้วยหรือ? ด้วยสภาพภูมิอากาศในบ้านเราเป็นแบบร้อนชื้น ซึ่งเหมาะสมต่อการเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคต่างๆ ได้ดี ดังนั้น พอถึงฤดูร้อนทีไร โรคท็อปฮิตต่างๆ จึงออกอาละวาดกันจนแทบระวังเนื้อระวังตัวไม่ทันทุกที ยิ่งในยุคเศรษฐกิจและการเมืองตกต่ำเป็นประวัติการณ์ด้วยแล้ว คุณคงไม่อยากเสีย เงินเก็บเงินออมกับเรื่องสุขภาพเป็นแน่ ใครอยากรู้ว่าทำยังไงให้ ‘สุขภาพดีจัง ตังค์อยู่ครบ' อ่านด่วน

นี่คือวิธีล้างพิษก่อนกิน สำหรับคุณพ่อบ้านแม่เรือนที่จะทำความสะอาดผักผลไม้
1. ปลอดภัยด้วยสูตรขนมปัง ใช้โซดาทำขนมปัง (โซเดียมไบคาร์บอเนต) 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร (1 กาละมัง) แช่ผัก ทิ้งไว้ 15 ก่อนนำมาปรุงอาหาร
2. ลดสารพิษฆ่าแมลง 60-84% ใช้น้ำส้มสายชู 0.5% หรือน้ำส้มสายชู อสร. 1 ขวดผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที
3. ลดสารพิษฆ่าแมลง 54-63% เด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง เปิดน้ำไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน 2 นาที
4. ลดสารพิษฆ่าแมลง 7-33% ล้างผักรอบแรกให้สะอาด เด็ดผักออกเป็นใบๆ แช่ในอ่างน้ำนาน 15 นาที
5. ลดสารพิษ 50% ลวกผักด้วยน้ำร้อน ส่วนการต้มนั้นลดสารพิษได้ 50% เช่นเดียวกัน แต่จะมีสารพิษตกค้างในน้ำแกง จึงควรล้างผักลดสารพิษก่อนทำแกง
6. เสียปริมาณดีกว่าเสียใจ ผักที่มีกาบใบห่อหุ้มเป็นชั้นๆ เช่น กะหล่ำปลี หัวหอมใหญ่ ควรปอกเปลือกหรือลอกใบชั้นนอกออกจะสามารถช่วยลดสารพิษลงได้
7. ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน ผสมผงปูนคลอรีน 1/2 ช้อนชากับน้ำ 20 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15-30 นาทีจะฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก
8. ล้างผักด้วยน้ำยาล้างจาน ใช้น้ำยาล้างจานกับฟองน้ำ (หรือสก็อตไบรต์) ถูเบาๆ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อที่อยู่บริเวณผิวของผลไม้ได้ วิธีนี้ยังเหมาะสำหรับล้างไข่ด้วย
9. ล้างนอกล้างใน ผลไม้ที่กินทั้งเปลือกได้ เช่น มะเฟือง สตรอเบอร์รี่ ฝรั่ง ควรล้างหลายๆ ครั้ง ใช้แปรงขนอ่อนถูเบาๆ ให้ทั่วแล้วล้างน้ำเกลือหรือน้ำสุก ส่วนผลไม้ที่ต้องปอกเปลือกก่อนจึงกินได้ เช่น มะม่วง มะละกอ สับปะรด ควรนำมาล้างก่อน จึงค่อยปอกเปลือก เพราะถ้าไม่นำมาล้างก่อน สิ่งสกปรกบนผลไม้จะติดไปกับมือหรือมีดขณะปอกผลไม้ได้ ทำให้เนื้อผลไม้สกปรก
10. ยาสีฟันสารพัดประโยชน์ องุ่นปกติมักจะมีคราบเหมือนยางเป็นฝ้าขาวๆ ล้างยังไงก็ไม่ออก วิธีล้างให้เด็ดผลองุ่น ออกจากพวงใส่ภาชนะบีบยาสีฟัน (อะไรก็ได้) พอสมควร ขยี้ให้ทั่วมือ ใส่น้ำพอสมควร แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าจนสะเด็ดน้ำ

นอกจากนี้ยังมีการใช้ด่างทับทิม 5 เกล็ดต่อน้ำ 4 ลิตร ใช้น้ำปูนใสอิ่มตัวผสมน้ำเท่าตัว ใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 4 ลิตร และใช้น้ำซาวข้าวล้างผัก แช่ผักทิ้งไว้ ซึ่งก็ล้วนแต่ช่วยลดสารพิษอันก่อให้เกิดโรคต่อระบบขับถ่าย ลำไส้ ได้ดี ใครสะดวกแบบไหนก็ใช้ได้ตามความถนัด วิธีที่ดีที่สุดคือ เลือกที่สะดวก ปลอดภัย และให้ประสิทธิภาพในการชำระล้างสารพิษได้มากที่สุด เท่านี้...คุณก็จะมีสุขภาพดีจัง ตังค์อยู่ครบตลอดซัมเมอร์แล้ว ร้อนนี้...ขอให้มีสุขภาพดีถ้วนหน้านะคะ

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

ผลไม้ที่ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย

ผักและผลไม้หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นของที่มีประโยชน์ แต่ใครพอจะทราบบ้างไหมค่ะว่าผลไม้ชนิดไหนมีประโยชน์อะไรบ้าง....วันนี้เรามีเรื่องของผลไม้ที่ช่วยในการล้างสารพิษมาฝากกันค่ะ

แอปเปิ้ล : เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แถมยังมีเส้นใยมากที่จะทำหน้าที่ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อย อาหารทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วย
องุ่น : เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง, ตับ, ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆ ในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย
สับปะรด : มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น แถมยังช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อและช่วยกำจัดน้ำมูก
มะละกอ มะม่วง : มีลักษณะที่คล้ายกันแต่มะม่วงจะมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ที่จะช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วเช่นเดียวกับโปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร
แตงโม : จะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทำให้สบายท้อง น้ำคั้นจากเปลือกของแตงโมและเมล็ด หากดื่มก่อนกินเนื้อแตงโมในมื้ออาหารสักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเปลือกของแตงโมอุดมด้วยคลอโรฟิลล์และเมล็ดอุดมด้วยวิตามิน

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

สวยใสด้วยน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งมีประโยชน์มากมาายต่อเรา ไม่ว่าจะใช้รับประทาน หรือใช้มาเป็นสวนประกอบในการบำรุงผิว โดยเฉพาะสาวๆ อย่างเราเรื่องความสวยห้ามกันไม่ได้หรอกค่ะ อไรที่ทำให้สวยใสละขอให้บอก จะรีบๆไปไข่วคว้าหามาให้จนได้ แต่สำหรับวันนี้ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลค่ะ น้ำผึ้ง อุปกรณ์หลังหาง่ายทั่วไปค่ะ (แต่สังเกตดูดีฟหน่อยนะค่ะ ระวังจะเจอน้ำตาล น้ำเชื่อม แทนน้ำผึ้งค่ะ) เอาล่ะค่ะ มาดูกันดีกว่าค่ะว่า น้ำผึ้งเนี่ยมีประโยชน์ทำอะไรได้บ้าง
1. น้ำผึ้งช่วยปรับสมดุลของร่างกายและควบคุมน้ำหนัก ใครที่มีปัญหาปวดข้อ ปวดกระดูก เป็นตะคริวอยู่บ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งโรคอ้วน ก็สามารถดื่มน้ำผึ้ง เพื่อช่วยบรรเทาโรคต่าง ๆ ได้
วิธีคือ นำน้ำผึ้ง 3 ช้อนผสมกับน้ำส้มสายชูหมักแอ๊ปเปิ้ล (หรือ Apple Vinegar) 3 ช้อนชา ผสมน้ำเปล่า 1 แก้ว ดื่มทุกเช้าหลังตื่นนอนและระหว่างมื้อเป็นประจำทุกวัน จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและสดชื่น
2. หน้าแห้งแตกเป็นขุย สาวที่มีผิวหน้าแห้งกร้านเหมือนอีสานแล้ง ควรทำเป็นอย่างยิ่ง นำไข่แดง 1 ฟอง และน้ำผึ้ง 1ช้อนผสมให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
3. น้ำผึ้งสยบสิ้วเสี้ยนบนใบหน้า หลังล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เช็ดหน้าให้แห้ง จากนั้นนำกล้วยหอมครึ่งลูก บดผสมกับน้ำผึ้ง นำมาทาบนใบหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก น้ำผึ้งมีเอนโซม์ที่ทำให้หน้าคุณชุ่มชื่นนุ่มนวลขึ้น และยังบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ด้วย
4. ผมหยาบกระด้างเกินเยียวยา ต้องลองสูตรนี้ หลังสระผมเสร็จ นำน้ำผึ้งผสมกับน้ำมันมะกอกอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ ชโลมผมแล้วทิ้งไว้ 3-5 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผมคุณจะนิ่มและเงางามดุจเส้นไหม
5. ใครที่นอนไม่หลับ ฟังทางนี้ด่วน ผสมน้ำผึ้งกับน้ำอุ่น หรือนมร้อนดื่มก่อนนอน จะช่วยให้คุณหลับสบายขึ้น
6. สครับหน้าแบบง่าย ๆ เพียงนำน้ำผึ้งผสมกับแอ๊ปเปิ้ลมาปั่นรวมกัน ทาให้ทั่วใบหน้า พร้อมกับนวดเบา ๆ ความหยาบของแอ๊ปเปิ้ลจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าให้ออกไปให้ผิวหน้าสดใสเปล่ง ปลั่งขึ้น
7. สูตรไล่ตีนกาออกจากหน้า นำแครอท 1 หัวเล็กมาปอกเปลือกและปั่นให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง และนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที ริ้วรอยตีนเป็ดตีนกาทั้งหลายจะค่อย ๆ โบยบินออกจากหน้าของคุณในเร็ววัน
8. เสียงใสเหมือนระฆังเงิน หากใครเกิดอาการเจ็บคอ รู้สึกคอแห้งเสียงแหบร้องราคาโอเกะไม่สนุกละก็ เพียงผสมน้ำมะนาว 1 ลูก + น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ + น้ำเดือด 2 ช้อนโต๊ะ จิบบ่อย ๆ แก้เจ็บคอ แต่หากกินไม่หมดก็นำมาทาหน้าได้ด้วย ทาทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผิวหน้าจะขาวใสและเต่งตึงขึ้นทันตาเห็น
สาวๆ ค่ะรีบไปหาน้ำผึ้งมาทำตัวเองให้สวยปิ๊งกันดีกว่าค่ะ .....

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

เคล็ดลับกระตุ้นเส้นผมให้ยาวเร็วๆ


ถ้าคุณใจร้อนอยากให้ผมยาวเร็วๆ เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้เส้นผมงอกยาวได้เร็วมากขึ้นมาบอกคุณแล้ว
- กระตุ้นหนังศีรษะ การกระตุ้นหนังศีรษะจะช่วยให้ระบบไหลเวียนบนหนังศีรษะทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เส้นผมมีความแข็งแรงพอที่จะงอกผ่านสิ่งสกปรก น้ำมัน และเซล์ผิวเก่า ขึ้นมาได้ วิธีการคือใช้แปรงสำหรับนวดหนังศีรษะให้ทั่ว หรือจะใช้ปลายนิ้วนวดหนังศีรษะเบาๆ แทนเป็นเวลาสองสามนาทีก่อนสระผม
- เอาใจเส้นผม มองหาแชมพูและคอนดิชันเนอร์ที่มีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างเชีย บัตเตอร์หรือน้ำมันอะโวคะโด เพราะความชุ่มชื้นมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เส้นผมเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ขาดหรือหลุดร่วงเพราะความแห้งหรอบไปซะก่อน
- เปลี่ยนวิธีแต่งผม ความร้อนและการเสียดสีจากการแต่งผม จะทำให้เกล็ดผมและชั้นปกป้องเส้นผมเกิดความสเสียหาย ซึ่งจะทำให้เส้นผมขาดหรือหลุดร่วงได้ง่าย ฉะนั้น จึงควรใช้หวีที่มีฟันซี่ห่างๆ สางผม และงดใช้อุปกรณ์แต่งผมด้วยความร้อนอย่างไดร์เป่าผมและคีมรีดผมไฟฟ้า แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันความร้อนทาเส้นผมให้ทั่วก่อนทุกครั้ง

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

5 นิสัย ห่างไกลริ้วรอย

วันนี้มีเคล็ดลับช่วยป้องกันใบหน้าไม่ให้มีริ้วรอยก่อนวัย กับ 5 นิสัยง่าย ๆ ช่วยห่างไกลริ้วรอยได้มาฝากกัน...
1. ถ้าชอบนอนคว่ำหน้า ให้เลิกนิสัยแบบนี้ ปรับท่ามาเป็นนอนหงาย เพื่อกันไม่ให้ใบหน้าเสียดสีจนเกิดเป็นริ้วรอย
2. เมื่อพูดคุยกับคนอื่น พยายามเลี่ยงการแสดงอารมณ์จัดๆ ด้วยการยกหน้าผากขึ้นลง มีวิธีสื่อสารด้วยท่าทางอื่นอีกมากมาย ที่สามารถใช้แทนท่าทางนี้ได้ และเมื่ออยู่คนเดียวลองฝึกวางสีหน้าให้ดูผ่อนคลายบ้างระมัดระวังการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าแบบไร้ความหมาย เช่น นั่งกินข้าวเฉย ๆ ก็ยังขมวดคิ้วอยู่
3. หันมาออกกำลังกายและรับประทานผักผลไม้อย่างสม่ำเสมอ
4. ทาครีมกันแดดปกป้องผิวทุกวันแม้จะอยู่แต่ในบ้าน เสมือนเป็นขั้นตอนต่อเนื่องทุกครั้งหลังจากที่ทามอยส์เจอไรเซอร์เสร็จ
5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้จะพรากความชุ่มชื้นไปจากผิว รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีผิวสวยห่างไกลริ้วรอยก็ลองทำตามคำแนะนำกันดูได้.

4 อาวุธสาวออฟฟิศ พกไว้เป็นสวย

แปดชั่วโมงที่สาวๆ ทำงาน สามารถทำร้ายผิวให้แห้งเหี่ยว เกิดริ้วรอยได้ไม่รู้ตัว เพราะนอกจากจะเจออากาศเย็นๆ ของห้องปรับอากาศ เรายังเจอความเครียดจากงาน และความสกปรกจากฝุ่นละอองที่เพิ่มริ้วรอยให้ผิวเราได้ทุกวัน เพราะฉะนั้นแล้ว การรอไปเติมสวยที่บ้านในช่วงเช้าหรือเย็นของวัน อาจไม่ทันเสียแล้ว ที่จะปกป้องผิวจากสิ่งเร้าต่างๆ แถมใครกันจะปฏิเสธความสวยได้ลง ในเมื่อเราสามารถดูแลตัวเองได้ตลอด เพียงไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ก็ทำให้เรายืดอายุผิวไปได้มากกว่าคนวัยเดียวกันได้ คราวหน้าเรามาพกอาวุธเหล่านี้ไว้พิชิตความร่วงโรยก่อนวัยกันดีว่า มีครบเมื่อไร ก็หมั่นใช้ให้ทั้งผิวและอารมณ์สวยสมผู้หญิงยุคใหม่ ที่ทั้งสวยและฉลาดสุดๆ
อาวุธเบอร์ 1: แฮนด์ครีม มือของเรามีไขมันน้อยกว่าร่างกายและใบหน้า จึงแห้งและเหี่ยวย่นง่ายกว่าผิวส่วนอื่นๆ ไม่เป็นไรเลยที่ ระหว่างวันเราจะได้บำรุงผิว (แต่มือต้องสะอาดด้วยนะ) พร้อมสูดกลิ่นหอมจากแฮนด์ครีมกลิ่นโปรด ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์ครีมกลิ่นสดชื่นๆ อย่างส้ม มะยม มะลิ เป็นต้น แล้วจะพบว่า มือเรานี่ช่างนุ่มและยังชุ่มชื่นกว่าเพื่อนๆ ที่ละเลยเรื่องนี้ตั้งเยอะ
อาวุธเบอร์ 2: บาล์มนวดตัว งานนี้จะเป็นบาล์มหอมๆ กลิ่นน้ำมันหอมระเหย บาล์มแบบยาหม่อง หรือขี้ผึ้งเย็นๆ สูตรไหน ก็ดีทั้งนั้น พกไว้แตะขมับ หรือสูดดมเวลาเครียดๆ จะได้อารมณ์ดี พร้อมสู้งานตลอดวัน หรือจะให้เพื่อนข้างโต๊ะมาช่วยนวดบ่าไหล่ไปด้วยก็ยิ่งดีใหญ่ และยังเป็นการใช้กลิ่นบำบัดจากสมุนไพรได้อย่างถูกวิธี โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งคาเฟอีนเลย
อาวุธเบอร์ 3: สเปรย์ฉีดหน้า พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป นักเขียนคอลัมน์ Green Beauty Guide ประจำ www.sabai-arom.com บอกไว้ว่า "สเปรย์น้ำแร่นั้นไม่ได้มีคุณสมบัติในการบำรุงผิว แต่ความเย็นจากน้ำจะช่วยให้ผิวชุ่มชื่น รู้สึกเย็นผิว เป็นสรรพคุณของของเย็น ที่ทำให้หลอดเลือดใบหน้าหดตัว ผิวจึงรู้สึกสบาย...ผิวที่เจอความร้อนจากจอคอมพิวเตอร์ตลอดวัน ก็สามารถดัดแปลงเอาน้ำเย็นมาใส่ขวดฉีดพรมใบหน้าระหว่างวันได้ ทำให้หน้าไม่หมองคล้ำจากการเจอรังสีและความร้อนจนเกินไป"
อาวุธเบอร์ 4: สเปรย์น้ำมันหอมระเหย ปรับอากาศ เดี๋ยวนี้เครื่องสำอางธรรมชาติหลายๆ ยี่ห้อ มีสเปรย์น้ำมันหอมระเหยที่มีไว้ฉีดตัวหรือฉีดบรรยากาศ และยังมีกลิ่นหลายๆ กลิ่น ที่มีสมุนไพรเป็นหัวใจในการปรับอารมณ์เราให้สดใส อารมณ์ดี พกไว้ฉีดที่ห้อง หรือที่ทำงานก็ดีทั้งนั้น เพราะกลิ่นทำงานเร็วกับระบบสมอง เช่นกลิ่นส้ม ตะไคร้ มะกรูด จำปา ยูคาลิปตัส ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ในเวลาอันรวดเร็ว และยังเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนร่วมงานให้สบายอารมณ์กันถ้วนหน้าด้วย

4 วิธี ...หนีไกลจากโคเลสเตอรอล

โคเลสเตอรอล ปัญหาที่ทำให้เราอ้วน ซึ่งแน่นอนคุณสาวๆ เองไม่อยากเจออย่างแน่นอน แต่เราจะมีวิธีรับมือกับเจ้าโคเลสเตอรอลนี้ได้อย่างไรละค่ะ....วันนี้คุณสาวๆ จะหมดกังวลค่ะ เพราะเรามีวีธีมาแนะนำให้คุณสาวๆ หนีไกลจากโคเลสเตอรอลได้ไม่ยาก พร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ

1. รับประทานโคเลสเตอรอล ไม่เกินวันละ 200 มิลลิกรัม - สังเกตไก้จากโคเลสเตอรอล มีเฉพาะในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น มีมากในอาหารบางชนิด เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มันสัตว์ สัตว์น้ำบางชนิด จึงควรหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารเหล่านี้ ในปริมาณมากจนเกินไป
2. รับประทานอาหารในแต่ละวัน ซึ่งให้พลังงานรวมแล้วเพียงพอ ต่อการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ - โดยผู้ใหญ่ ควรมีดัชนีความหนาของร่างกายประมาณ 20.0-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร โดยคำนวณจาก น้ำหนักตัว หน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูง หน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง เช่น ถ้าใครมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ส่วนสูง 1.5 เมตร จะได้ดัชนีความหนาของร่างกาย = 50/(1.5)2 = 22.2 กก./ตารางเมตร แสดงว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
3. หลีกเลี่ยงรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง - เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมากๆ เช่น หมูสามชั้น เพราะกรดไขมันอิ่มตัว ส่วนใหญ่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น
4. รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิก (linoleic acid) โดยสม่ำเสมอ - ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด การรับประทานอาหาร ที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกประมาณ ร้อยละ 7-10 ของพลังงานที่ได้รับ เช่น วันหนึ่งต้องการ พลังงาน 2000 กิโลแคลอรี่ ควรได้กรดไลโนเลอิก ประมาณ 16-22 กรัม ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลือง ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ เพราะมีการเปลี่ยนโคเลสเตอรอลอิสระ เป็นโคเลสเตอรอลไลโนเลเอทเพิ่มขึ้น ทำให้มีการเผาผลาญโคเลสเตอรอลที่ตับเพิ่มมากขึ้น
คุณสาวๆ ก็ทราบวิธีที่จะทำให้หนีห่างจากเจ้าโคเลสเตอรอล กันแล้วนะค่ะ ลองนำเอาไปใช้ดูนะค่ะ จะได้มีหุ้นดีไม่อายใครใส่อะไรก็สวยถูกใจไปเลยค่ะ....

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

เทคนิคง่ายๆลดริ้วรอยผิวแตกลาย

ริ้วรอย และผิวแตกลาย มักเป็นปัญหาใหญ่กวนใจหลายคน โดยเฉพาะสาวๆ ที่รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัวจะมีปัญหามากเวลาที่ต้องโชว์ผิวเช่น บริเวณห้องท้อง ต้นขา แต่ต่อจากนี้ไป สาวๆ ก็ไม่ต้องกังวลกับปัญหาดังกล่าวอีกแล้ว เพราะเรานำเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยลดริ้วรอย และผิวแตกลายมาบอกกันค่ะ...

ก่อนอื่นเรามาดูสาเหตุของการเกิดก่อนนะค่ะ ริ้วรอย ผิวแตกลาย อาจเกิดขึ้นมาจากการคลอดบุตรหรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว และโดยเฉพาะกับสาวๆ ที่อายุยังน้อยแล้วเกิดปัญหาหน้าท้อง น่อง สะโพกลาย ทั้งนี้ วิธีทำง่ายๆ คือ ให้ใช้วุ้นสีขาวจากว่านหางจระเข้ ซึ่งล้างยางออกแล้วมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็นประจำทุกเช้า- เย็น ผิวที่แตกลาย หรือริ้วรอยต่างๆ ก็จะค่อยๆ จางลง
หากไม่มีว่านหางจระเข้ เราก็สามารถใช้ใบบัวบกแทน โดยการนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำ นำมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็นประจำทุกเช้า- เย็น ผิวที่แตกลายจะค่อยๆ จางลงได้เช่นกันคราวนี้สาวๆ ก็สามารถอวดผิวสวยได้อย่างมั่นใจ ไร้กังวล...สาวๆ คนไหน มีปัญหาดังกล่าวก็อย่าลืมนำเทคนิคที่เราแนะนำไปใช้นะคะ

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทาครีมบำรุงอย่างถูกวิธี เผยผิวสวยใส

สมัย นี้มีครีมบำรุงผิวให้เลือกมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น ลดรอยตีนกา ยกกระชับผิว คืนความชุ่มชื่น ลดเลือนจุดด่างดำ ฯลฯ แล้วเคยสงสัยไหนคะว่า ในการทาครีมแต่ละครั้งเราควรจะใช้ครีมปริมาณเท่าใด เพื่อใดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด...ที่สำคัญไม่เปลืองสตางค์ในกระเป๋า เพราะหากใช้อย่างถูกวิธี ก็จะช่วยประหยัดไปได้เยอะทีเดียว

1. การทาครีมบนใบหน้า
ปริมาณครีมที่ใช้แต่ละครั้งต้องให้พอเหมาะ เพราะถ้าใช้น้อยเกินไปก็จะเห็นผลช้า ทามากเกินไปก็จะทำให้หน้ามัน ควรใช้ครีมประมาณ 1 ข้อนิ้ว/การทาครีม 1 ครั้ง โดยเริ่มแต้มครีมที่บริเวณ 5 จุด คือ หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง และคาง โดยใช้นิ้วกลางและนิ้วนางเกลี่ยจากส่วนกลางไปยังส่วนข้าง ซ้ายออกซ้าย ขวาออกขวา ตามด้วยแนวสันจมูก ใต้โพรงจมูก คาง และหน้าผากเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้
2. การทาครีมรอบดวงตา
ใช้เนื้อครีมประมาณ 1 เมล็ดถั่วเขียว โดยใช้นิ้วนางในการทา เพราะน้ำหนักกดเบาที่สุด โดยทาครีมไล่ตามแนวโครงกระดูกเบ้าตา จะเริ่มที่หัวตาหรือหางตาก่อนก็ได้ จากนั้นทาวนไปรอบ ๆ ดวงตา และควรวนไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองข้าง
3. การทาครีมบริเวณลำคอ
ใช้เนื้อครีมเท่ากับที่ทาใบหน้า โดยเริ่มทาจากบริเวณที่กว้างที่สุดของลำคอ คือ บริเวณฐานลำคอแล้วใช้ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบไล้ขึ้น ไม่ควรทาลง เพราะจะทำให้ผิวบริเวณลำคอหย่อนยาน
4. การทาครีมบริเวณหน้าอก
ใช้ครีมที่เหลือจากลำคอ ทาลูบไล้ในช่วงอกต่อไป โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ และวนให้ทั่วแผ่นอก แล้วค่อยไล่ทาไปที่หน้าท้องและส่วนหลัง
5. การทาครีมบริเวณแขน
ควรทาครีมที่บริเวณต้นแขนด้านท้องแขน แล้วทาวนขึ้นหลังแขน โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบา ๆ เพื่อให้เนื้อครีมซึมซับเข้าสู่ผิว
6. การทาครีมบริเวณเข่าและเท้า
ควรเริ่มต้นที่ต้นขา แล้วค่อยวนไปที่ปลายขา เน้นบริเวณหน้าแข้งทั้งสองข้าง เพราะบริเวณนี้ผิวค่อนข้างแห้งที่สุด และไม่ควรลืมทาครีมที่บริเวณเท้าทั้งสองข้างทาทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า พร้อมทำการนวดให้ทั่วอุ้งเท้า เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อันตรายที่มากับความหวาน

ของหวาน ขนมหวาน ใครบ้างล่ะค่ะที่ไม่ชอบโดยเฉพาะสาวๆ ขนมหวานเนี่ยของโปรดเลยใช่ไหมค่ะ แต่หยุดก่อนค่ะเพราะหากว่าคุณทานขนมหวานมากเกินไปเกิดโทษแน่ๆ ยังไงหากคิดจะทานขนมหวานก็มาดูกันสักนิดนะค่ะ ว่าโทษร้ายแรงที่มากับความหวานน่ะมากมายแค่ไหน

1. ภาวะเลือดเป็นกรด เกิดจากการที่มีน้ำตาลเชิงเดี่ยวจากน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง ผลไม้ นม วิ่งเข้าสู่กระแสเลือดเป็นจำนวนมาก จนทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรด ร่างกายต้องแก้ปัญหาโดยการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ เข้ามาในเลือด เพื่อปรับความเป็นกรดให้สมดุล ร่างกายจึงขาดสารอาหารจนอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรง กระดูกเปราะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมสาวหวานถึงได้บอบบาง ป่วยง่ายหายช้ากันนัก

2. ฟันผุ คนที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ที่ผิวเคลือบฟันตลอดวัน มักจะฟันผุและมีกลิ่นปาก เพราะคราบน้ำตาลที่เกาะอยู่ก็คืออาหารโต๊ะจีนสุดหรูท ี่แบคทีเรียในช่องปาก ช้อบ..ชอบ

3. อารมณ์เสีย หงุดหงิด ขี้โมโห นี่คือลักษณะเด่นของคนที่ชอบความหวานเลยเชียว เพราะการมีน้ำตาลในเลือดมากทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนั ก และขับอินซูลินออกมามากเกินไป เมื่อมีอินซูลินในสมองมาก เราจะเครียดจนกลายเป็นคนขี้โมโห ควบคุมอารมณ์ สติ ไม่ค่อยได้

4. ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา เมื่อมีน้ำตาลในเลือดมากจนเลือดเป็นกรด ร่างกายจะไม่ส่งเลือดแบบนั้นขึ้นไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองขาดเลือด เราจึงง่วงซึม คิดอะไรไม่ออกไปทั้งวัน

5. อ้วน น้ำตาลก็คือคาร์โบไฮเดรตรูปแบบหนึ่ง เมื่อมันเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมัน และถูกส่งไปสะสมอยู่ตาม หน้าท้อง สะโพก ต้นขา และที่อื่นๆ ที่คุณไม่อยากให้มี

6. เป็นโรคติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เพราะน้ำตาลก็คืออาหารของเชื้อโรค คนที่ชอบความหวานจึงมักจะแผลหายช้ากว่าคนอื่น และถึงหายก็มักจะเป็นแผลเป็น เพราะเชื้อโรคที่บาดแผลได้ของดีมาเพิ่มพลังนี่เอง

7. ความดันสูง หลังจากร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันแล้ว กรดไขมันเหล่านี้จะถูกส่งไปเกาะอยู่ตามอวัยวะภายในอย ่างหัวใจ ตับ และไต ทำให้อวัยวะสำคัญทำงานไม่สะดวก ความดันเลือดจึงค่อยๆ สูงขึ้นจนอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

8. ปวดหัวเรื้อรัง เป็นไมเกรน สิวขึ้น เกิดแผลพุพอง เป็นตะคริว เวลาที่มีรอบเดือน มีโอกาสเป็นเบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ และมะเร็งตับได้ตลอดเวลา

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แต่ละคำ...หม่ำอย่างมีคุณค่า


ท้องที่หมั่นร้องจ๊อก ๆ เมื่อเวลาที่หิว เป็นสัญญาณเตือนบอกให้เราหาอะไรใส่ท้องซะ ถ้าไม่ทำตาม..แล้วจะหาว่าไม่เตือนนะ ไหนๆ ก็ต้องหาอะไรใส่ท้องแล้ว ก็ควรหาของที่ดีๆ มีประโยชน์ซักหน่อย เพื่อสุขภาพว่าอย่างงั้นเถอะ บางครั้งการกินอาหารแทนที่จะมีประโยชน์กับร่างกายอย่างเต็มที่ กลับทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ก็มี ลองอ่านดูแล้วกันนะคะ
มื้อเช้าก่อนไปทำงาน/เรียน...หม่ำให้สมองแล่น
เมื่อเราตื่นนอนตอนเช้า ระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำ ศูนย์หิวที่สมองจะเริ่มสั่งการ หากไม่ได้รับสารอาหารเติมเข้าไป ร่างกายจะเสียสมดุล อารมณ์ไม่สดชื่นแจ่มใส ทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงานหรือร่ำเรียนเขียนอ่าน
หม่ำ....ให้สมองแล่น
นม แร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสในนมช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง นมมีโปรตีน น้ำตาล แล็กโทส และวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินเอ ซึ่งช่วยในการมองเห็นและบำรุงเนื้อเยื่อ และวิตามินบีสองช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เนื้อเยื่อต่างๆ ทำหน้าที่เป็นปกติ โจ๊ก หรือข้าวต้ม มื้อเช้าที่ครบสารอาหารจะทำให้ร่างกายมีทุนสำรองในการเพิ่มเติมพลังงาน ทั้งหมวดหมู่แป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน ถ้าได้ไข่สักฟองยิ่งเยี่ยมใหญ่ ตามด้วย ดื่มน้ำสะอาดเป็นการปิดท้าย ทำงาน/เรียนไม่เก่งก็ให้มันรู้ไป

หม่ำ....สมองโรย
ขนมปังทาแยมหรือเนยโรยน้ำตาล แค่แป้งกับน้ำตาลจะไปเพียงอะไรกับร่างกายที่ต้องส่งพลังงานไปยังสมอง ยิ่งต้องจดจำร่ำเรียน อย่างนี้ห่างไกลเกรด A แหงๆไส้กรอกและเบคอน แม้จะมีโปรตีนแต่อุดมด้วยไขมัน กินซ้ำซากบ่อย ไม่ดีต่อสุขภาพแน่ ควรเวียนไปกินอาหารอื่นเพื่อรับสารอาหารที่ครบถ้วน
มื้อเที่ยง....หม่ำอย่างมีสติ
ได้เวลาพักเที่ยง....เลือกอาหารดีมีประโยชน์เติมพละกำลังให้กับร่างกาย อย่าตามใจปากเพราะความอยากแต่อย่างเดียว
หม่ำ....ยอดเยี่ยม
บะหมี่น้ำร้อนๆ กินบะหมี่บ่อยๆ อร่อยแล้วสุขภาพดีแน่ เพราะบะหมี่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรทที่ยอดเยี่ยมพอๆ กับก๋วยเตี๋ยว สปาเกตตี่ หรือมะกะโรนี แถมมีผัก เนื้อสัตว์ ครบหมวดหมู่โภชนาที่ดี กินแล้วย่อยง่าย ร่างกายไม่ต้องออกแรงเผาผลาญมาก ทำงาน/เรียนต่อไปจะได้ไม่ง่วงเหงาหาวนอน
เมนูยำรสจัด เลือกร้านที่เนื้อสัตว์ดูหน้าตาสดใสหน่อยนะจ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไก่ หรือปลา ที่สำคัญในอาหารจานยำ จะมีผักหลากหลายผสมรวมมิตรอยู่ โดยเฉพาะใบสะระแหน่ที่โรยหน้ามาด้วย อย่าเขี่ยทิ้งเด็ดขาด เพราะมีคุณค่าสารอาหารไม่ธรรมดา เมนทอลและน้ำมันหอมจะช่วยบำรุงสมองให้ปลอดโปร่ง ทำให้ตาสว่าง คึกคักสดชื่นไม่ง่วงซึม
หม่ำ....ยอดแย่
เมนูผัด ทอด ที่เยิ้มน้ำมัน นานๆ กินครั้งก็โอ.เค แต่ผูกปิ่นโตฝากท้องทุกมื้อกลางวันละแย่แน่ ไขมันทั้งนั้นเลย เมนูรสจัด ยำแซบเผ็ดร้อน กินเข้าไปไม่มีผลดีต่อร่างกายเลย ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน ร่างกายเสียสมดุล
เต็มดีกรีเครื่องปรุง ควรเลี่ยงซะ ถ้าไม่อยากปั่นทอนสุขภาพให้ทรุดโทรม
ที่มา : www.maeklongtoday.com

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สูตรลับดวงตาสวย

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ แหม! ใครๆ ก็รู้ดีใช่ม่ะ ใครที่มีดวงตาสวยก็ดีไป แต่ถ้าใครมีปัญหากับดวงตานี่สิ..ไม่ว่าจะเป็นตาบวม ตาคล้ำ ตาดำ ตาแดง ตาต่ำ แหะๆ อันนี้ไม่เกี่ยวนะจ๊ะ ฉะนั้นสาวๆ ควรจะดูแลดวงตาของพวกเธอให้สวยได้นานๆ แต่ถ้ามีถุงใต้ตาล่ะ เอ....อันนี้คงไม่เข้าท่าเหมือนกัน วันนี้เราเลยเอาใจสาวๆ ที่มีปัญหาดวงตาด้วยเคล็ดไม่ลับ การดูแลดวงตาให้ใสปิ๊งด้วยวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ตัวเอง งั้นไปดูกันเลยดีกว่า
สาวๆ เคยรู้สึกไหมว่าเวลาเราตื่นนอนตอนเช้าตาจะบวม ที่เป็นแบบนั้นเพราะเวลาเรานอนราบ น้ำในร่างกายจะไหลสู่ที่ต่ำทำให้ดวงตาของเราบวมช้ำและนี่แหละทำให้เรามีถุงใต้ตา บางครั้งก็ตาคล้ำเหมือนหมีแพนด้า ทำให้สาวๆ หมดสวยด้วยซิ เราเลยช่วยหาวิธกำจัดปัญหาพวกนี้มาให้พวกเธอ ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ รับรองว่ากลับมาสวยปิ๊งเหมือนเดิมเลยหล่ะ
เคล็ดลับที่ 1 บำรุงตาดวงแตงกวา
หาแตงกวาลูกโตๆ หน่อยซัก 2-3 ลูกมาล้างให้สะอาดแล้วหั่นบางๆ เป็นแว่นกลมๆ เอาไปแช่ตู่เย็น 15-20 นาที หรือจะเอาแตงกวามาปั่นก็ได้นะ แล้วแช่ให้เย็นเจี๊ยบแล้วใช้สำลีชุบน้ำแตงกวาให้ชุ่มมาปิดตาไว้ นอนนิ่งๆ 15-20 นาที ค่อยเอาออก วิธีนี้ช่วยลดริ้วรอยและเจ้าอาการตาบวมได้ ลองทำกันดูแล้วจะรู้สึกว่าตาของเราใสปิ๊งขึ้นเยอะเลยใช้ม๊า
เคล็ดลับที่ 2 บำรุงตาด้วยน้ำนม
เตรียมนมสดไว้ประมาณครึ่งแก้วแล้วเอาไปแช่เย็นใช้สำลีหรือแผ่นสำลีสำหรับเสริมสวยชุบนมเย็นแล้ว วางไว้บนเปลือกตาซัก 10 นาที เอาออกพัก 2 นาที แล้วทำซ้ำใหม่ จะช่วยมำให้สบายตา ถ้ายิ่งตากำลังระคายเคืองหรือบวมจากการร้องไห้วิธีนี้แหล่ะช่วยได้แน่นอนเลยล่ะ
เคล็ดลับที่ 3 บำรุงตาด้วยใบชา
นำถึงชาที่ใช้แล้วมาแช่เย็นแล้วนำมาปิดตา กรดแทนนิคจากใบชาจะช่วยให้เย็นตาและลดความบวมของตาได้ ฝากบอกอีกนิ๊ด..ถ้าตาบวมเพราะการร้องไฟ้ให้ลองนำผ้าเย็นๆ มาโปะตาไว้อาการตาบวมก็จะดีขึ้นได้
เคล็ดลับที่ 4 บำรุงตาด้วยมันฝรั่ง
หามันฝรั่งหัวพอดีๆ มือมาล้างให้สะอาดแล้วจัดการหั่นบางๆ แช่เย็นไว้แล้วเอามาปิดตาไว้ 15-20 นาทีเช้าหน เย็นหน ก็จะช่วยลดริ้วรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้ แค่นี้สาวๆ ก็จะดูใสปิ๊งมากเลย
การบำรุงดวงตาด้วยวิธีธรรมชาติถ้าขยันทำเป็นประจำจะได้ผลดีมาก แต่ถ้าไม่มีเวลาล่ะก็ลองทำตามวิธีนี้ดูแล้วกันนะ
1.ปิดตาทั้งสองด้วยฝ่ามือ ไม่ให้แสงเข้าลืมตาขึ้นในความมืดเบื้องหน้า 5 นาที เป็นยังไงจ๊ะรู้สึกดีไหม
2.กดเบาๆ ช้าๆ ไปตามเบ้าตา โดยเริ่มจากใต้ดวงตาไปถึงโหนกแก้มแล้วอ้อมขึ้นมาด้านบนมาจนถึงสันจมูก ขอย้ำนะจ๊ะว่าให้ทำเบาๆ ไม่งั้นจากสวยๆ จะกลายเป็นเยินไม้รู้ด้วยนะหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เพราะอาหารรสเค็มเนี่ยตัวดีที่ทำให้ดวงตาสวยๆ ของเราบวมขึ้น
แต่ที่สำคัญที่สุดสำหรับสาวๆ ก็คือ ต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ แค่นี้ดวงตาคู่สวยของเราก็กลับมาสดใสเหมือนเดิมแล้วจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อย่ามองข้ามประโยชน์จากเปลือกผลไม้

สาวๆ คนไหนชินกับการกินผักผลไม้ต่อไปนี้ เช่น แตงกวา มันฝร่ง แอปเปิ้ล และต้องปอกเปลือกให้เกลี้ยง เนื้องจากไม่ชอบเปลือกของเจ้าผลไม้ หรือเพราะความเข้าใจผิดว่าเปลือกของเจ้าผลไม้จะไม่สะอาดหรือไม่มีประโยชน์
แต่รู้หรือไม่ว่าสาวๆ กำลังคิดผิดนะค่ะ !!!! เพราะเปลือกผลไม้เหล่านั้นมีประโยชน์อย่างมากเลยค่ะ ไม่เชื่อลองมาดูกันสิว่าเปลือกผลไม้มีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง


- เปลือกแอปเปิ้ล -
เชื่อว่ามีผลในการต่อต้านมะเร็ง ตามที่นักวิจัยพบว่าเปลือกของแอ๊ปเปิ้ลแดงผลหนึ่งมี สารต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่าวิตามินซี 820 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ได้จากน้ำส้มคั้นถึง 2 ควอตช์ เลยทีเดียว
ประโยชน์ของเปลือกแอปเปิ้ลนี่เยอะจริงๆนะค่ะ แต่เชื่อไหมค่ะว่ามีสาวๆ ไม่น้อยที่ชอบปลอกเปลือกออกก่อนจะทานแอปเปิ้ล ต่อไปนี้ห้ามปลอกเปลือกก่อนทานนะค่ะ สาวๆ จะได้รับประโยชน์จากแอปเปิ้ลมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ
- เปลือกมันฝรั่ง -
อุดมไปด้วยใยอาหาร (fiber) ธาตุเหล็ก โปแตสเซียม และวิตามินบี มากกว่าที่ได้จาก เนื้อมันเสียอีก เมื่อเทียบปริมาณเท่า ๆ กันแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยนะค่ะว่าเปลือกของมันฝรั่งจะมีประโยชน์ขนาดนี้ แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยทานมันฝรั่งพร้อมเปลือกซะด้วย...แต่ต่อไปนี้คุณสาวๆ น่าจะลองหันมาทานมันฝรั่งพร้อมเปลือกกันดูบ้างนะค่ะ
- ผิวส้ม มะนาว หรือมะกรูด -
มีสาร ดี-ไลโมนีน (น้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง) เทอปีน เฮสเพอริดีน (ยาป้องกันการ ตกเลือดโดยลดความเปราะของเส้นเลือด) คูมาริน (สารต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย) และแคโรทีนอยด์ (สารสีเหลืองช่วยต้านอนุมูลอิสระ) ซึ่งดีต่อสุขภาพ
อันนี้ประโยชน์เหลือล้นเลยค่ะสาวๆ โดยเฉพาะสารสีเหลือต้านอนุมูลอิสระเนี่ย สามารถต้านโรงมะเร็งได้นะค่ะ และสาวๆ อย่างเราๆ ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็วเต้านม มะเร็งปากมดลูก ดังนั้นแคโรทีนอยด์จึง เป็นประโยชน์มากสำหรับกับสาวๆ อย่างเรา
รู้อย่างนี้แล้ว ก็ลองหันมาทานผักผลไม้พร้อมทั้งเปลือกดู แต่ก่อนทานก็อย่าลืมล้างให้สะอาดก่อนนะค่ะ เพราะถ้าล้างไม่สะอาดอาจจะเกิดโทษแทนที่จะเกิดประโยนช์นะค่ะ ด้วยความห่วงใยจากเราค่ะ....

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หุ่นสวยด้วยแอปเปิ้ล

1 รู้หรือไม่ว่าในแอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่า เบต้าแคโรทีน วิตามินซี เพคติน (ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ) และกรดมาลิค กับกรดทาร์ทาริก ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยในการย่อยอาหารประเภทโปรตีน และไขมัน ต้นเหตุที่ทำให้น้ำหนักของคุณผู้หญิงเพิ่มขึ้น แถมในสารเพคตินยังมีคุณสมบัติพิเศษช่วยลดความอยากอาหาร และลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย
2 ในแอปเปิ้ลมีแป้ง และน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75% จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึม และนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงแค่ 10 นาที ฉะนั้นการกินแอปเปิ้ลเพียง 1 ลูก ก็สามารถช่วยลดความอยากอาหารของคุณสาวๆ ลงได้
3 สารเพคตินที่อยู่ในแอปเปิ้ล เป็นไฟเบอร์ที่สามารถละลายในน้ำได้ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า เมื่อกรดในกระเพาะอาหารทำการย่อยสลายไขมัน และแยกคอเลสเตอรอล ออกมาเรียบร้อยแล้ว สารเพคตินจากแอปเปิ้ลจะทำหน้าที่คอยดักจับคอเลสเตอรอลเพื่อนำไปทิ้งก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมกลับเข้าไปอีกครั้ง แถมสารเพคตินยังทำหน้าที่ลดคอเลสเตอรอลในผู้หญิงได้ดีกว่าผู้ชายอีกด้วย
4 สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และคนที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด ?แอปเปิ้ล? คือผลไม้ทางเลือกที่คุณต้องไม่มองข้าม เพราะในแอปเปิ้ลจะมีน้ำตาลธรรมชาติที่ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ต่างกับในอาหารทั่วไป อย่าง น้ำผึ้ง ที่ปริมาณของน้ำตาลจะเพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วทันทีเมื่อร่างกายได้รับเข้าไป
รู้อย่างนี้แล้ว สาวๆ คนไหนที่ยังกินขนมขบเคี้ยวเป็นอาหารว่าง ลองเปลี่ยนมาเป็นผลไม้ 'แอปเปิ้ล' แทน น่าจะดีกว่าไม่น้อย นอกจากจะได้หุ่นสวยๆ แล้ว ยังได้ผิวใสๆ กลับไปอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เลือก อารมณ์ดีได้ ด้วยอาหาร

ถ้าเกิดอาการเครียด : โยเกิร์ตไขมันต่ำหนึ่งถ้วย หรือ 2 ช้อนโต๊ะ จะช่วยคลายเครียดได้ ซึ่งในงานวิจัยจากประเทศสโลวาเกียพบว่าการกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน อย่างโยเกิร์ตและถั่วจะทำให้สภาวะความเครียดของคนที่ต้องไปพูดท่ามกลางสาธารณชนมีน้อยลงเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้กินอาหารจำพวกกรดอะมิโน ฉะนั้นลองกินโยเกิร์ตกับถั่วบ้างก็จะช่วยได้เหมือนกันนะคะ
ถ้าเกิดพลังงานถดถอย: ลูกเกดและถั่ว รวมทั้งธัญพืช สามารถช่วยให้เรามีพลังวังชาขึ้นมาได้ เพราะลูกเกดอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งรางกายจะใช้เปลี่ยนจากน้ำตาลไปเป็นพลังงาน ส่วนถั่วอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดียิ่งขึ้น แถมยังช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง ในทางกลับกันถ้าร่างกายมีระดับแม็กนีเซียมในระดับต่ำจะทำให้เกิดกรดแล็กติก ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนแอได้
ถ้าสมองอ่อนล้า : กินบลูเบอรี่ ซึ่งมีสารป้องกันมิให้สมองของเราเกิดอนุมูลอิสระอันนำไปสู่ความเสื่อมของ เซลล์สมอง ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้
ถ้างัวเงีย...ลุกไปทำงานไม่ไหว : ไข่และขนมปังโฮลสวีตสำหรับมื้อเช้าจะช่วยให้กระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น เพราะไข่อุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งถ้าได้กินเป็นอาหารเช้าแล้ว นอกจากจะให้พลังงานแก่เรา ยังช่วยให้เรากินอาหารมื้ออื่นๆ ลดน้อยลงไป ฉะนั้น ใครที่กำลังรักษาหุ่นอยู่ก็ลองเลือกไข่และขนมปังโฮลสวีตเป็นอาหารเช้าได้นะ คะ
ถ้าอารมณ์เสียหรือหงุดหงิดอยู่ : ช็อคโกแลต ซึ่งตามหลักงานวิจัยของประเทศอิตาลีแล้วพบว่าผู้หญิงที่กินช็อคโกแลตบ่อยๆ มักจะมีแรงขับเคลื่อนทางเพศสูงและกระตือรือร้นอยู่เสมอ

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เครื่องดื่มสำหรับสาวไดเอ็ท

เก็บมาฝากกันอีกแล้วค่ะ กับความรู้สำหรับสาวๆ ที่ไดเอ็ท กำลังลดความอ้วนกันอยู่ วันนี้เราขอแนะนำนำเสนอ เครื่องดื่มสำหรับคนที่กำลังลดความอ้วนค่ะ....ส่วนใหญ่เราจะเห็นแต่อาหารลดความอ้วนที่หลากหลาย เราสามารถหาทานกันได้มากมายในตอนนี้ แต่เครื่องดื่มละค่ะ เราอาจจะยังไม่ทราบว่าเครื่องดื่มประเภทไหนกันนะ ที่จะช่วยสาวๆ แก้ปัญหาการลดความอ้วนได้ รีบมาดูกันเลยค่ะ

1. น้ำผัก

น้ำผักจะอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ และแคลอรี่น้อย ผักส่วนใหญ่แล้วจะมีไฟเบอร์สูง ทำให้เรารู้สึกอิ่ม และทานอาหารได้น้อยลง

2. สมูธตี้ผลไม้

สำหรับเครื่องดื่มชนิดนี้ เราจะใส่ความเป็นตัวเอง ผลไม้ที่เราชอบ และนมพร่องมันเนยอีกสักเล็กน้อย ไม่ควรดื่มสมูธตี้ที่มีน้ำตาล วิปครีม น้ำผึ้งหรือแม้แต่สารทดแทนความหวานต่างๆค่ะ เพราะมีแคลอรี่เยอะ และที่ควรรู้ก็คือ ร้านต่างๆที่เรามักจะไปซื้อไม่ว่าจะตามร้านอาหารหรืแแม้แต่ไอศครีมก็ต่าง เพิ่มความหวานให้กับน้ำปั่นแก้วโปรดของคุณค่ะ ถ้าทำเองได้ ทำเองดีกว่านะคะ

3. น้ำผลไม้

สำหรับสาวๆที่ไม่ชอบทานผลไม้สด หันมาดื่มน้ำผลไม้ทดแทนให้ได้วิตามินและสารอาหารอื่นๆนะคะ ถ้าสามารถทำเอง คั้นเองได้ ก็ควรทำค่ะ เพราะนอกจากความสดแล้ว สารอาหารยังครบถ้วนกว่าด้วย แต่หากไม่สะดวก เลือกน้ำผลไม้กล่องที่ไม่ผสมน้ำตาล หรือเป็นน้ำผลไม้ 100% ค่ะ น้ำผลไม้ก็ทำให้เราอิ่มได้นานทานได้น้อยลงอีกด้วยค่ะ

4. กาแฟดำ

กาแฟ มีประโยชน์ดีๆมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่มีแคลอรี่! กาแฟดำยังอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ยังช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ทำให้มีสมาธิมากขึ้น ลดความเสี่ยงของเบาหวานและมะเร็ง ไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วนะคะ แม้จะรู้สึกอยากดื่มมากขนาดไหนก็ตาม

5. ชาเขียว

ชาเขียวเองก็มีประโยชน์ดีๆ มากมายเช่นเดียวกับกาแฟค่ะ มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะเหมือนกัน และชาเขียวนี่ล่ะค่ะช่วยให้เราเผาผลาญไขมันได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย บางเคสอาจจะเพิ่มได้มากถึง 40% เชียว

6. นม

นมไขมันต่ำมีส่วนช่วยในการหยุดการขยายตัวของไขมันในร่างกาย แต่การดื่มนมในปริมาณมากๆจะได้รับแคลอรี่เยอะ ฉะนั้นดื่มเพียง 3-4 แก้วต่อวัน ก็เพียงพอที่จะช่วยเรื่องของการลดน้ำหนักแล้วล่ะค่ะ

7. เครื่องดื่มโปรตีน

เครื่องดื่มโปรตีน เช่นที่ให้เป็นผงแล้วนำมาชง จะช่วยจัดการการลดน้ำหนักของเราให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ เพราะโปรตีนไปสร้างกล้ามเนื้อซึ่งสำคัญอย่างมากกับการเผาผลาญไขมัน ซึ่งยิ่งมีกล้ามเนื้อเยอะ ไขมันยิ่งน้อย

8. เครื่องดื่มไฟเบอร์

มีเครื่องดื่มประเภทที่มีไฟเบอร์เยอะแยะในตลาด และเป็นเครื่องมือที่ดีในการใช้โปรแกรมลดน้ำหนัก ไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายของเรารู้สึกอิ่ม และไฟเบอร์ก็มีประโยชน์มากมายอีกด้วย ตอนนี้เครื่องดื่มที่เพิ่มไฟเบอร์เข้าไปมีเยอะมากค่ะ ลองหาทานสักยี่ห้อละกันค่ะ

9. น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ล

อ่านแล้วยี้เลยใช่มั้ยคะ แต่น้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ลเป็นที่โด่งดังมากๆในยุค 70s ในเรื่องของการลดน้ำหนัก แม้ว่ายังไม่มีวิทยาศาสตร์มายืนยันในเรื่องนี้ แต่บรรดาฟิตเนสกูรูต่างก็บอกว่าช่วยเพิ่มระดับเมตาบอลิซึ่มให้อย่างต่อเนื่อง

10. น้ำเย็นๆ

อาจจะเป็นเรื่องง่ายและมี พลังมากที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มทั้งหมด การดื่มน้ำเยอะๆ ก็ดีกับร่างกายของเราในหลายๆ ด้านอยู่แล้ว ทั้งน้ำยังไม่มีแคลอรี่ ถ้าปกติไม่ได้ทานน้ำเย็น ลองเปลี่ยนมาดื่มน้ำเย็นวันละสองแก้ว เพิ่มจากน้ำดื่มปกติ น้ำเย็นช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มขึ้นถึง 30% และถ้าเราจะคำนวนกันดีๆแล้ว ช่วยลดไขมันไปได้ถึงเกือบ 10 กิโลต่อปีเลยทีเดียว

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แก้ปมท้องผูกด้วยใยอาหาร

หนึ่งในความสุขที่ราคาไม่แพงก็คือการ "ขับง่ายถ่ายคล่อง" ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยยาระบาย เพียงแค่กินใยอาหาร ให้มากพอดีก็พอแล้ว

- รู้จักกับใยอาหาร : ใยอาหารเป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทหนึ่ง ที่ผ่านระบบย่อยอาหารของเราได้โดยไม่ถูกย่อยเป็นสารอาหาร มีทั้งประเภทละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ ใยอาหารจะอยู่ในผัก ผลไม้ และอาหารธัญพืชต่างๆ ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ การกินใยอาหารมากจะเป็นการบังคับให้เราเคี้ยวให้ละเอียดขึ้น ทำให้รู้สึกอิ่ม และไม่กินมากเกินไปในแต่ละมื้อด้วย
ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยกระตุ้นการไหลของอาหารในลำไส้ และเพิ่มปริมาตรให้แก่อุจจาระ (จะได้ไม่ออกมาเป็นเม็ดเล็กๆ) ลองมองหาข้าวกล้อง ขนมปังโฮลเกรน ถั่วและผักต่างๆ
ใยอาหารชนิดละลายน้ำ ใยอาหารชนิดนี้ละลายในน้ำกลายเป็นเจลเหลวๆ ไหลผ่านลำไส้ ทำให้อุจจาระไม่แห้งแข็ง ขับถ่ายง่ายนักแล
- กินอย่างไรดี : เริ่มต้นในแต่ละวันด้วยอาหารเช้า ลองกินซีเรียลที่ให้ใยอาหารประมาณ 5 กรัมต่อถ้วย แล้วผสมผลไม้สดกับผลไม้แห้งลงไป หรือถ้าชอบอาหารเช้าแบบไทยๆ ก็ลองเปลี่ยนมากินข้าวกล้องที่มีใยอาหารมากกว่า 3 กรัมต่อถ้วย และอย่าลืมหั่นผักอย่างบร็อคโคลีหรือแครอทเข้าไปผสมด้วยนะคะ
- เท่าไหร่ถึงจะพอ : ปริมาณที่แนะนำในหนึ่งวันอยู่สำหรับผู้หญิงคือ ควรทานวันละ 21-25 กรัมต่อวัน ส่วนผู้ชายต้องทานเยอะหน่อยที่ 30-38 กรัมต่อวัน

- ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว : การกินใยอาหารไม่ได้ทำให้การขับถ่ายปกติอย่างเดียวเท่านั้น อาหารที่มีใยอาหารอยู่มากจะช่วยป้องกันโรคริดสีดวงทวาร และโรคติ่งเนื้อในลำไส้ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมเพราะทำให้ LDL ลดลง ช่วยปรับปรุงความดันโลหิต และระดับน้ำตาลในเลือด การกินใยอาหารจึงสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 เช่นเดียวกับเราทุกคนที่ต้องการมีสุขภาพดียังไงล่ะคะ

ขอขอบคุณ : Lisa ผู้สนับสนุนเนื้อหา

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

รวบผมตึง...ระวังโรคเครียดถามหา


สาวๆ ที่ชอบมัดผมแน่นตึงมากๆ แล้วเจอกับอาการมึนหัว งงงง ปวดตึงบริเวณต้นคอและท้ายทอยอยู่บ่อยๆ ขอให้บอกตัวเองไว้เลยว่า นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงความเครียดภายใต้หนังศีรษะก็เป็นได้
ใครที่ชอบมัดผมหรือคาดผมจนตึงแน่นอยู่เป็นประจำ ทรงผมสุดเนี้ยบนี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรัง และทำให้เกิดโรคเครียดตามมาโดยไม่รู้ตัวนะค่ะ
การรัดผม คาดผม หรือมัดผมจนตึงแน่นเป็นประจำ จะทำให้หนังศีรษะถูกเหนี่ยวรั้งมากขึ้น นอกจากจะทำให้ความกว้างของหน้าผากมากขึ้น (อาจเป็นนางเอกหนังจีน "แมนจู" ได้โดยไม่รู้ตัวนะ) เพราะรากผมถูกทำลายจากแรงดึงแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะไม่สะดวก นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรังและโรคเครียดได้

ดังนั้นเพื่อความงามของหน้าผาก ต่อไปในอนาคต และเพื่อผ่อนคลายหนังศีรษะ ลองเปลี่ยนมาปล่อยผมสบายๆ หรือมัดผมเปียหลวมๆ แทนการรวบผมตึงฟิตเปรี๊ยะ เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองให้ง่ายขึ้นดีกว่าค่ะ


วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สยบปากเหม็น จากหอม-กระเทียม


ต้นหอม..หัวหอม..กระเทียม..ของชอบทั้งนั้น แต่ก็ไม่กล้ากิน เพราะกลัวว่าจะ "ปากเหม็น"...วันนี้มีวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยแก้กลิ่นปากที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรงมาบอกกันค่ะ
วิธีที่ 1 หลังจากรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดกลิ่นปากเสร็จ ก็ให้ดื่มนมตามเข้าไป 1 แก้ว ก็จะช่วยลดกลิ่นได้
วิธีที่ 2 นำมะนาวฝาน 1 ชิ้น มาแช่ใส่น้ำเย็นไว้ ทิ้งไว้ให้น้ำมีกลิ่นมะนาวสักหน่อย แล้วดื่มหลังจากรับประทานอาหาร
วิธีที่ 3 ดื่มกาแฟดำ (กาแฟเพียวๆ) ตามเข้าไป 1 แก้ว กลิ่นของกาแฟ จะช่วยกลบกลิ่นไม่พึงประสงค์ อันเกิดจากอาหารจำพวกหอม กระเทียมได้ค่ะ
เพียงเท่านี้ เราก็สามารถรับประทานอาหารที่เราชื่นชอบได้อย่างสบายใจหายห่วงแล้วค่ะ...^^

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

มารู้จักปุ่ม F บนคีย์บอร์ดกันดีกว่า

หากพูดถึงปุ่มตระกูล F (Function) บนแป้นคีย์บอร์ด น่าจะเป็นปุ่มที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ต้องพบเห็นบ่อยๆ และคุ้นเคยกันดี เนื่องจากมันถูกวางเรียงอยู่แถวบนสุดของคีย์บอร์ด แถมยังมีจำนวนมากตั้งแต่ F1 ไปจนถึง F12
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าปุ่มตระกูล F เหล่านี้มีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง เอาเป็นว่าเราลองมาทำความรู้จักคุณสมบัติเฉพาะตัวของปุ่มลัดเหล่านี้กันดีกว่า เพื่อว่าคราวต่อไปคุณจะได้ใช้ประโยชน์กับมันได้มากขึ้น
F1 - นี่คือปุ่มทางลัดเข้าสู่คู่มือช่วยเหลือ (Help) ของโปรแกรมต่างๆ และถ้าคุณกดปุ่ม Windows Key ตามด้วย F1 มันก็คือปุ่ม Help ของโปรแกรมไมโครซอฟท์นั่นเอง
F2 - ถ้าคุณกดปุ่มนี้ขณะอยู่บนจอเดสก์ท็อป มันคือการไฮไลต์โฟลเดอร์หรือไฟล์เพื่อเตรียมจะเปลี่ยนชื่อ และถ้าอยู่บนโปรแกรม Microsoft Word เมื่อคุณกดปุ่ม Ctrl + F2 มันคือการ Preview เอกสารก่อนพิมพ์
F3 - ปุ่มนี้ใช้เป็นทางลัดเข้าสู่ระบบ Search ของโปรแกรมต่างๆ
F4 - กดปุ่ม Alt + F4 คือการออกจากโปรแกรมที่กำลังใช้งาน
F5 - เมื่อกำลังท่องเว็บไซต์ กดปุ่มนี้คือการทำ Refresh หรือ Reload หน้าเว็บไซต์อีกครั้ง
F6 - คือปุ่มที่ใช้เลื่อน Cursor ไปยัง Address Bar ขณะใช้งานเว็บเบราว์เซอร์
F7 - กดปุ่มนี้เมื่ออยู่ใน Microsoft Word คือการเรียกเช็กระบบตรวจสอบคำผิด
F8 - ปุ่มลัดใช้เรียก Start Menu เวลาอยู่ใน Safe Mode
F9 - ปุ่มลัดเข้าสู่ระบบวัดระยะของโปรแกรม Quark 5.0
F10 - กดปุ่ม Shift + F10 คือการทำงานเสมือนคุณกำลังคลิกขวาที่เมาส์
F11 - กดปุ่มนี้เพื่อการเรียกดูเบราว์เซอร์แบบ Full Screen
F12 - ใช้เป็นคำสั่ง Save as เมื่ออยู่ในโปรแกรม Microsoft Word
ที่มา : http://marsmag.net

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เมื่อคุณสาวๆ อยากสครับ..ขัดผิว

การสครับ ขัดผิว เป็นวิธีการฮิตที่คุณสาวๆ มักจะใช้สำหรับดูแลผิวให้สวยใส เปร่งปรั่ง แต่!!!รู้ไหมค่ะว่าบางอย่าที่คุณสาวๆ ทำอยู่นั้นอาจจะเป็นวิธีที่ผิดก็ได้นะค่ะ ดังนั้นถ้าหากคุณสาวๆ อยากมีผิวที่สวยใสอย่างถูกวิธีก็ลองมาทำตามคำแนะนำของเราดูนะค่ะ

1. ความถี่ที่เหมาะสมในการ ใช้สครับ คือ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้กระบวนการผลิตเซลล์ผิวใหม่ได้ทำงานในการสร้างเซลล์ผิวขึ้น มาทดแทนเซลล์ที่สูญเสียไป
2. ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับ การสครับผิวหน้ามากที่สุด คือ เวลากลางคืน เพราะในขณะที่เราหลับผิวจะได้รับการซ่อมแซมและฟื้นตัวจากการสูญเสียน้ำมัน หลังจากการสครับ
3. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์สครับผิวที่มีเนื้อขรุขระ โดยหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสกัดจากพืชประเภทข้าว เพราะเม็ดสครับที่ได้จะมีขนาดที่เล็กกว่า จึงไม่ขีดข่วนและทำอันตรายต่อผิว ทั้งนี้ การวิจัยเชิงเคมีของ The International Dermal Institute ยังระบุว่ากรดไฟติกและกรดเฟอรูลิค ซึ่งเป็นส่วนผสมในรำข้าวจะช่วยย่อยสลายเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพอย่างอ่อนละมุน ในขณะเดียวกันก็จะช่วยเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผิวจึงเนียนใส มีสุขภาพดี ซึ่งเป็นเคล็ดลับการดูแลผิวของชาวญี่ปุ่นมาแต่โบราณ นอกจากนี้ การใช้สำลีแผ่น หรือการถูผลิตภัณฑ์สครับลงบนมือที่เปียกน้ำก่อนนำไปขัดผิวหน้าอย่างเบาๆ ยังสามารถช่วยลดการเสียดสีของเม็ดสครับกับผิวได้อีกด้วย
4. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น นั่นคือ หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นกายภาพ ก็ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเคมีควบคู่กันไป เพื่อหลีกเลี่ยงการขจัดเซลล์ผิวในปริมาณที่มากเกินไป
5. สำหรับคนที่มีปัญหาผิวเป็นสิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดไกรโคลิค (AHA) หรือซาลิไซลิค (BHA) ซึ่งมีการวิจัยพบว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่เพียงช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นกระบวนการผลิตคอลลาเจน รวมถึงกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และชะลอกระบวนการผลิตเม็ดสีผิวอีกด้วย แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สครับที่ออกแบบโดยเฉพาะสำหรับผิว เป็นสิว
6. หากรู้ว่าต้องไปในสถานที่ที่มีแดดจัด เช่น ชายทะเล ควรหลีกเลี่ยงการสครับผิวอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
7. หลังจากสครับผิว สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่มีค่าของสารป้องกันแสงแดดไม่ต่ำกว่า SPF 15
8. สำหรับผู้ที่ใช้บริการผลัดเซลล์ผิวตามศูนย์บริการด้านความงามต่างๆ ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวอย่างน้อย 2 วัน และต้องไม่ลืมที่จะปกป้องผิวด้วยผลิตภัณฑ์กันแดด และทางที่ดีควรอยู่ในที่ร่มเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์
ที่มา : http://women.sanook.com/เมื่อคุณสาวๆ-อยากสครับ..ขัดผิว-924917.html

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หายไปหลายวัน

ไม่ได้อัพบล็อกตั้งหลายวันเลย วันนี้เลยมาอัพซะหน่อย
กลับเชียงรายพึ่งมาถึงกรุงเทพฯ วันนี้เอง
เชียงรายฝนตกทุกวันเลยง่ะ ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทรงผมใหม่เสริมราศี

เคยลองคิดบ้างไหมค่ะว่า ทำไมบางทีเราเจออุปสรรคมากมายทำอย่างไรก็ไม่หายเรื่องใกล้ๆตัวที่ไม่คากคิดก็อาจมีส่วนทำให้คุรเกิดอุปสรรคและเจอปัยหาต่างๆได้นะค่ะ.....ทรงผมของคุรไงค่ะ ที่อาจจะไม่เหมาะสมกับวันเกิดหรือธาตุในตัวคุณ ลองมาเปลี่ยนทรงผมเพื่อเสริมราศีให้คุณใช้ชีวิตราบลื่นมากขึ้นดูนะค่ะ

คนที่เกิดวันอาทิตย์
ท่านที่เกิดวันอาทิตย์ ท่านเป็นธาตุไฟตามดวงอาทิตย์ ผมของท่านควรจะหยิกหยักโศกเล็กน้อย ตามลักษณะของธาตุไฟ ส่วนการทำสีผมที่ใช้ไม่ควรเป็นสีดำสนิท ควรทำผมเป็นสีน้ำตาลหรือออกไปในแนวโทนสีแดงก็จะทำให้ท่านดูเด่น และสามารถเพิ่มพลังของธาตุกำเนิดของท่านให้มีความเป็นโชคลาภได้ หรือการทำผมซอยสั้นๆ และชี้ๆ ก็ดีเหมือนกัน นอกจากนี้ท่านไม่ควรไว้ผมยาวมากจนเกินไปนัก หรือการทำผมเป็นลอนคลื่นเหมือนน้ำจะไปหักล้างพิฆาตกันเองของธาตุน้ำและธาตุ ไฟ ทำอะไรจะติดขัดไม่ราบรื่น
คนที่เกิดวันจันทร์
ท่านที่เกิดวันจันทร์ ท่านเป็นธาตุดินใกล้น้ำเหมือนดวงจันทร์ ผมของท่านน่าจะเป็นลักษณะที่เรียบตรงง่ายๆ ถ้าท่านเป็นคนที่ผมหยิกหยักโศกโดยกำเนิดก็ควรไปเหยียดให้ตรงจะดีกว่า หรือถ้าจะดัดผมบ้างก็ขอแบบนิดหน่อย สีผมควรเป็นดำหรือสีเข้มๆ ควรให้ผมยาวในระดับที่ดูดีหรือทำเป็นผมม้าเลยก็ได้ ก็จะไปส่งเสริมเพื่มพูนกระแสธาตุดินอันเป็นธาตุกำเนิดของท่านให้มีความเป็น โชควาสนาทำการใดๆ ก็ราบรื่น นอกจากนี้ท่านไม่ควรทำผมแบบลูกคลื่นเพราะเป็นลักษณะของธาตุน้ำที่บางทีจะ พิฆาตกัน จะทำให้ท่านติดขัดไม่ราบรื่น
คนที่เกิดวันอังคาร
ท่านที่เกิดวันอังคาร ท่านเป็นธาตุลมตามธาตุแห่งดาวอังคาร ผมของท่านควรออกไปในแนวที่สามารถพริ้วไหวได้ ยิ่งเวลาที่เดินแล้วมีการกระเพื่อมไหวได้เล็กน้อยยิ่งดี ก็จะโบกไหว แสดงความเป็นพลังของวาสนาออกมาให้เกิดความเป็นโชคลาภ หรือท่านอาจจะตัดผมแบบทรงผมตั้งๆ ก็ดีเหมือนกัน ผมตั้งนั้นเป็นลักษณะธาตุไฟ ตามหลักถือว่าลมให้กำเนิดไฟและเกื้อกูลกัน สีผมก็ควรจะออกแนวแดงหรือน้ำตาลหรือสีทองส่วนผมทรงเรียบๆ หรือการเกล้ามวยซึ่งเป็นธาตุดินจะหักล้างพิฆาตธาตุลม ท่านมักจะทำงานติดขัดไม่ราบรื่น
คนที่เกิดวันพุธ
ท่านที่เกิดวันพุธ ท่านเป็นธาตุน้ำโดยกำเนิดตามดาวพุธ ทรงผมควรดูฉ่ำ หรือมีการใส่เจลหรือใส่น้ำมัน ทรงผมควรเป็นคลื่นเล็กน้อย ถ้าท่านผมตรงก็ควรไปดัดให้เป็นลอนบ้าง การทำสีผมก็ทำได้ทุกสี แต่ก็ไม่ควรไว้ผมยาวจนเกินไป ทรงผมควรปัดซ้ายหรือขวาก็จะเหนี่ยวนำความเป็นโชคลาภและเรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิต โดยปรกติผู้เกิดวันพุธจะสามารถทำได้เกือบทุกทรงผม ยกเว้นลักษณะที่ทำผมชี้ขึ้นหรือแบบตั้งซึ่งเป็นแบบธาตุไฟ จะไปหักล้างกับธาตุของท่าน การไว้ผมปิดหน้าผากไม่ดีนักสำหรับท่าน เพราะเหมือนไปปิดประตูแห่งโชคลาภเช่นกัน
คนที่เกิดวันพฤหัส
ท่านที่เกิดวันพฤหัส ท่านเป็นธาตุดินแข็งตามธาตุกำเนิดแห่งดาวพฤหัส ทรงผมที่ดีควรราบเรียบไม่ชี้หรือฟูจนเกินไป ท่านควรจะเกล้ามวยให้เรียบร้อย ทรงผมควรเปิดหน้าผากให้เต็มที่หรือแบบเสยไปด้านหลัง ก็จะทำให้ท่านดูเด่นเป็นสง่า เหนี่ยวนำความดีและโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิต ส่วนการทำสีผมจะทำเป็นสีอะไรก็ได้ เพราะไม่ค่อยมีผลกับตัวท่าน แต่หากจะให้ดีควรทำผมสีเข้มไว้จะดีกว่าสีที่ออกโทนอ่อนๆ ผมที่หยิกหยักโศกมากไม่ดีนัก หรือผมที่มีลักษณะยาวจนถึงกลา งหลังก็ไม่ค่อยดีนัก จะหักล้างสิ่งที่ดีไม่ให้เข้ามา
คนที่เกิดวันศุกร์
ท่านที่เกิดวันศุกร์ ท่านเป็นธาตุน้ำทะเลกว้างตามธาตุกำเนิดแห่งดาวศุกร์ ทรงผมที่ดีควรเป็นลอนคลื่นค่อนข้างใหญ่ หรือหยิดหยักโศกก็ยิ่งดีมาก ผมควรจะปัดซ้ายหรือขวา ไม่ควรจะเป็นเส้นตรงจนเกินไปนัก ถ้าจะไว้ผมทรงสั้นก็ควรให้แลดูเป็นคลื่นปิดหน้าผากบางส่วน ทรงผมเหล่านี้จะทำให้ท่านขับความเป็นตัวของท่านเองตามลักษณะของดาวประจำวัน เกิดธาตุน้ำ การทำสีผมทำสีอะไรก็ได้ยกเว้นสีแดง และการทำผมแบบตั้งชี้ไม่ค่อยดีนักต่อท่าน เพราะจะทำให้ท่านถูกอำนาจแห่งธาตุไฟหักล้างกระแสดีๆ ที่จะเหนี่ยวนำเข้ามาในชีวิต
คนที่เกิดวันเสาร์
ท่านที่เกิดวันเสาร์ ท่านเป็นธาตุไฟแบบไฟป่าตามกำเนิดธาตุแห่งดาวเสาร์ ทรงผมที่ดีควรแลดูไม่เรียบแบนจนเกินไป หยิกหยักโศกบ้างจะยิ่งดีใหญ่ ทรงผมต้องไม่สั้นและไม่ยาวจนเกินไปนัก ผมลักษณะที่มีการตั้งชี้หรือฉีกเป็นเส้นตรงด้านหน้าหรือท้ายทอยก็ใช้ได้ ส่วนสีผมควรใช้โทนสีแดงก็จะทำให้ส่งพลังที่ดีออกมา ทรงเหล่านี้จะทำให้เสริมส่งความเป็นตัวของท่านเองตามแม่ธาตุกำเนิดแห่งดาว เสาร์ ส่วนการทำผมสีทองหรือการดัดเป็นลอนคลื่นใหญ่มาก จะไม่ค่อยดีนักแก่ท่านเพราะไปหักล้างเหมือนน้ำไฟ ทำให้ท่านติดขัดได้

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แข็งแรงได้... เริ่มต้นง่ายๆ จาก 1 ก้าวเดิน


บางครั้งการเดินออกกำลังกายก็ไม่ใช่สักแต่ว่าเดินๆๆ เพราะหนึ่งก้าวของคุณมีความหมายมาก เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก้าวออกไปแบบไหน ให้ร่างกายแข็งแรง แต่เรามีเคล็ดลับมาบอก
1. เริ่มจากหารองเท้าที่ใส่สบาย เดินนานๆ แล้วไม่เจ็บ เวลาซื้อก็อาจจะซื้อรองเท้าสำหรับวิ่ง แล้วหาสถานที่กว้างๆ อย่าง สวนสาธารณะ หรือพื้นที่ในหมู่บ้าน
2. เดินได้เลย ทุกๆ 30 วินาทีให้เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับความเร็วที่คุณคิดว่าพอสำหรับการเดินเร็ว
3. เมื่อคุณเดินเร็วจนถึงจุดสูงสุด คอยรักษาระดับนี้ไปเรื่อยประมาณ 30 นาทีแต่ต้องมั่นใจว่าเดินไม่ใช่การวิ่งจนเหนื่อยหอบ แต่ในครั้งแรกๆ คุณอาจใช้เวลา ประมาณ 10 นาทีก็ได้ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาให้นานขึ้นทุกๆ สัปดาห์ และจะสังเกตุได้ว่าร่างกายคุณจะแข็งแรงมากขึ้น
4. นึกไว้อยู่เสมอว่าคุณเดินอย่างไร ต้องรู้ว่าตัวเองเดินอย่างถูกต้องหรือยัง เพราะถ้าไม่คุณจะเจ็บข้อเท้าได้และปวดเมื่อยได้ วิธีเดินให้ถูกต้องคือ ให้ส้นเท้าแตะพื้นก่อนแล้วค่อยๆ วางฝ่าเท้า และนิ้วเท้าหลังสุด เดินต่อไปด้วยฝ่าเท้าทั้งหมด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.lib.ru.ac.th/

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ขนมหวาน ตัวการเกิดสิว

ขนมหวาน ตัวการเกิดสิว
น้อง ๆ คนไหนที่รักการรับประทานขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจ และมักจะมีขนมกระจุกกระจิกติดตัวอยู่ตลอดเวลา ฟังทางนี้!...เจ้าขนมหวานแสนอร่อยล้ำจะนำมาสิวมาเยือนใบหน้าสวย ๆ หล่อ ๆ ของเราอย่างไม่ทันตั้งตัว แถมยังทำให้ผิวเหี่ยวก่อนวัยอันควรอีกด้วย และที่น่ากลัวไปกว่านั้น ก็คือ ถ้าน้อง ๆ คนไหนเพลิดเพลินกับการกิน เจ้าขนมหวานก็จะปล่อยโรคอ้วนใส่เราอย่างไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว
ซึ่งจากการวิจัย พบว่าการกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง จะกระตุ้นให้ใบหน้าสวย ๆ ของเรามีสิวขึ้น ส่วนคนไหนที่มีสิวที่มีอยู่แล้ว สิวก็จะเห่อมากขึ้นกว่าเดิม เพราะอาหารที่มีน้ำตาลสูงจะทำให้อินซูลินในเลือดสูงขึ้น และนำไปสู่การมี insulin-like growth factor -1 (IGF-1) มากขึ้น IGF-1 ส่งผลให้ผิวหนังแบ่งตัวเร็วและหนาตัว จึงทำให้เกิดก้อนไขมันอุดตันในรูขุมขน และเกิดสิวตามมา นอกจากนั้น IGF-1 และอินซูลิน ยังกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนเพศชาย คือ แอนโดรเจน ที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นตัวการสำคัญในการเพิ่มการผลิตไขมัน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว...!!!
รู้อย่างนี้แล้ว...ลด ๆ การรับประทานขนมหวานกันดีกว่าจ้า...^^
ที่มา : http://campus.sanook.com/ขนมหวาน-ตัวการเกิด%20สิว-924582.html

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

10 สุดยอดสิ่งมหัศจรรย์ ที่ถูก(คน)ลืม

10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่
หลายคนคงเคยเห็นแต่สิ่งมหัศจรรย์อย่างพีระมิด หรือกำแพงเมืองจีนที่ถูกนำมาทำเป็นสารคดีบ่อยๆ...วันนี้ เราจึงพาไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้จัก และมีไม่กี่คนนักที่ได้เห็น...แม้ว่าอาจไม่มีชื่อเสียงเท่า 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่มันก็ช่างเหลือเชื่อ และสวยงาม จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของมนุษย์
10. Banaue Rice Terraces

บันไดข้าวที่บานาเวนั้นเป็นการเกาะสลักภูเขาทั้งลูกในการอยู่ในจังหวัดอีฟูเกา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อใช้ในการปลูกข้าว จากประวัตินั้นมันมีอายุกว่าพันปี สมัยก่อนนั้นการทำนาจะต้องใช้พื้นที่ราบ หากแต่พื้นที่ภูมิประเทศนี้เต็มไปด้วยเขาสูงมีที่ราบ น้อย น้ำและเนื้อที่ในการทำการเกษตรจึงเป็นปัญหา ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน จึงได้คิดวิธีทำนาแบบขั้นบันไดขึ้นตามไหล่เขา โดยสกัดไหล่เขาให้เป็นชั้น ๆ ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได เพื่อ ช่วยเพิ่มเนื้อที่ในการเพาะปลูก เป็นการรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างไป อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งในแง่การชลประทา นโดยการเก็บกักน้ำฝน และยังช่วยป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย โดยนาข้าวที่บานาเวนั้นเป็นภูเขาสูงอยู่เหนือน้ำทะเล 5,000 ฟุต นาข้าวแต่ละแห่งมีเนื้อที่ 10,360 ตารางกิโลเมตร และในปี ค.ศ.1985 องค์การยูเนสโกได้จัดสถานที่นี้เป็นมรดกของโลก

9. Sigiriya

คีริยา เป็นเมืองใหญ่โบราณมหึมาของศรีลังกา สร้างขึ้นโดยพระเจ้ากัสสัปปะ ประมาณ ค.ศ. 470 โดย พระองค์ได้สร้างเมืองนี้ขึ้นอยากให้มันเป็นโลกศักดิ์ สิทธ์ของพระองค์ เป็นสวรรค์ตนเองอยู่บนตำแหน่งสูงสุด และมันก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ เพราะมันที่ใหญ่อลังการมาก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,300,000 ตาราง เมตร มีถนน มีระบบชลประทาน และสถานที่เกี่ยวกับศาสนามากมาก หนึ่งในนั้นนั่นก็คือถ้ำที่พระองค์ทรงสร้างเพื่อมอบแ ก่พุทธสาวกได้ปฏิบัติ ธรรม0 แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือที่ใจกลางเมือง มีภูผาหินขนาดยักษ์ ที่เป็นที่ตั้งของพระราชวังกับป้อมปราการอันน่าเกรงข ามและทิวทัศน์ตระการตา สวยงาม ฐานของป้อมที่ก่อด้วยอิฐ มีอายุมากกว่า 1,500 ปี ฮินดู และเป็นหนึ่งในมรดกโลกของศรีลังกา

8. Torun

เมืองทอรูน เป็นเมืองทางเหนือในประเทศโปแลนด์ ที่ยังคงสภาพเป็นเมืองเก่าสมันกลางไว้ได้ ที่นี้เป็นบ้านเกิดของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส( Nicolaus Copernicus)นัก ดาราศาสตร์ที่เสนอทฤษฏีว่าโลกเป็นจุดศูนย์กลาง โดยอายุของเมืองนี้มีมาอย่างยาวนานถึง 1,100 ปี ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานเก่าของโปแลนด์ โดดเด่นคือเป็นเมืองศูนย์กลางค้าและสถานที่เก่าแก่มากมาย และไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยแต่อย่างใด
7. Tower of Hercules
ประภาคารเฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารและสถานที่ทางเข้าของ 'ลา คอรุญญา' ท่าเรือสำคัญ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวโรมันมาถึงบริเวณเมืองนี ้ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ผู้อาศัยในนิคมนี้ได้สร้างตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ไว้ และในไม่ช้าเมืองนี้ก็มีความสำคัญขึ้นในการค้าทะเล และหอหอเฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารที่เปิดทำการต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 1,900 ปี ซึ่งในบริเวณเดียวกันมีสวนประติมากรรม หินแกะสลักจากเหล็กและสุสานมุสลิม ในยุคที่อาณาจักรโรมันยังเรืองอำนาจ ถือเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงประภาคารโบราณสมัย กรีก-โรมัน ซึ่งยังคงให้เห็นความสมบูรณ์แบบของรังวัดในโครงสร้าง และการทำหน้าที่แต่ละ ส่วนสอดคล้องต่อเนื่อง
6. Ajanta Caves

ถ้ำอชันตา ได้ชื่อว่าเป็นวัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน ในบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกัน โดยวิธีการสร้างนั้นเป็นขุดเจาะเข้าไปในหินบาซอลต์ (แกรนิตแข็ง) โดยขุดจากหินก้อนเดียวจนเป็นวิหารขนาดใหญ่โดยใช้สิวแ ละค้อนเท่านั้น ระยะเวลาการเจาะทั้งหมด 800 ปี เริ่มเจาะตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 3 จนกลายเป็นถ้ำมากกว่า 30 ถ้ำ เรียงตัวต่อเนื่องกันยาวหลายร้อยเมตรบนเชิงเขาสูงวงโ ค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว ภายในมีวิหารขนาดใหญ่ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหิน เป็นเจดีย์ เป็นพระพุทธรูป เป็นเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติและชาดกเต็มไปหมด โดยไม่ผุพังตามกาลเวลาแม้แต่น้อย โดยสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ของสงฆ์เ พื่ออยู่อย่างสันโดษ แต่ แล้วสถานที่แห่งหนึ่งก็เริ่มหมดความสำคัญลง เมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อม ขาดการดูแล และถูกทิ้งร้างไปในที่สุด และได้เลือนหายไปจากความทรงจำของชาวอินเดีย จนมาถูกค้นพบโดยกองทหารอังกฤษ นำโดยร้อยเอกจอห์น สมิธ เมื่อ 1819

5. Valley of Flowers

เป็นสถานที่มาท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ในรัฐ Uttaranchal ซึ่งอยู่ทางเหนือของอินเดีย ประเทศอินเดีย ที่ถูกยอมรับว่าเป็นสถานที่มีชื่อเสียง สวยงามอย่างกับสวรรค์บนดินจนถูกนำมาบรรยายในวรรณคดีม าหลายศตวรรษและปรากฏใน ศาสนาฮินดูมาช้านานเพราะที่นั้นมีทะเลสาบศักดิ์สิทธิ ์เฮ็มกุน (Hemkund Sahib)ที่ พวกพราหมณ์ชอบนำน้ำในแม่น้ำนี้มาประกอบพิธีกรรมทางศา สนาประจำ(ใครเคยดู สารคดีตามรอยพระพุทธเจ้าอาจคุ้นๆ) อีกทั้งนักพฤษศาสตร์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะที่นั้นเต็มไปด้วยพรรณไม้ ดอกไม้นานาพันธุ์ และสถานที่แห่งนี้ได้ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในป ี 1982 และเป็นมรดกโลก
4. Metéora

เมทิโอร่า ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศกรีซ เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมากด้วยความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างอยู่บนก้อนหินใหญ่สูงสง่า โดยอดีตสถานที่แห่งนึ้ถูกใช้เป็นที่พํานักของนักบวชค ริสต์นิกายออร์โธด็อก ซ์ ซึ่งได้สร้างอารามไว้บนยอดเขาด้วยมีความเชื่อที่ว่า จะได้ใกล้ชิดกับสวรรค์ และเป็นการง่ายต่อการป้องกันศาสนาอื่นมารุกรานอีกด้ว ย ด้วยความโดดเด่นของการสร้างสรรค์ของศิลปะแบบไบแซนไทน ์ เมทิโอร่า จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก้ใน ปี 1988

3.Bagan
พุกาม เป็นเมืองในประเทศพม่า เคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณพุกาม (1044 - 1287) เป็นอาณาจักรแห่งแรกในประวัติศาสตร์พม่า ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ (Mandalay Division) อยู่ ห่างประมาณ 90 ไมล์ หรือ 145 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมัณฑะเลย์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เขตเมืองเก่า (เขตที่ตั้งอาณาจักรพุกาม) เขตเมืองใหม่ (เขตที่อยู่อาศัยปัจจุบัน) และยองอู (เขตพาณิชยกรรมและเศรษฐกิจ) มีสนามบินชื่อ สนามบินยองอู เป็นสนามบินประจำเมือง รายได้หลักของเมืองคือ การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนที่นี่เสมอทุกช่วงปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากแถบเอเชียด้วยกัน เนื่องจากพุกามได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทะเลเจดีย์ที่ สวยงามและมีคุณค่า หรือ ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะในสมัยรุ่งเรืองเคยมีเจดีย์มากมายถึง 4,446 องค์ ปัจจุบันเหลือแค่เพียง 2,217 องค์ น่าเสียดายตอนนี้พุกามเป็นเมืองที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก ทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติเต็มพร้อม ปัจจุบันรัฐบาลทหารพม่ากำลังพยายามเร่งเสนอชื่อและเตรียมความพร้อมให้เป็นมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมแห่งต่อไป

2. Leptis Magna

เมืองเลปติส เมกนา ตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงทริโปลีในประเทศลิเบียถูก ขนาม นามว่าเป็น อาณาจักรโรมันที่มีชื่อเสียงและงดงามมากที่สุดในแอฟร ิกา ซึ่งปัจจุบันยังคงสภาพ ความรุ่งโรจน์ ด้วยเพราะอาณาจักรถูกสร้างโดยหินปูน จึงทำให้ทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวนับครั้ง ไม่ถ้วน จุดเด่นของเมืองมิใช่เพียงแค่ความงาม เท่านั้น แต่ผังเมืองที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ไม่ว่า จะเป็นถนน, อาคารซึ่งถูกประดับตกแต่งอย่างงดงาม, โรงอาบน้ำโรมัน ซึ่งถูกวางผังไว้ในตำแหน่ง เหมาะสม, สภาประชุม, หอประชุมสำหรับขุนนาง หรือไม่ว่าจะเป็น โรงละคร หรือคอมเพล็กซ์

สำหรับการพักผ่อนเพลิดเพลินของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักร เล ปติส เมกนา ในช่วงเวลา ปี 111 ก่อนคริสต์กาล จนถึงช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ปี ค.ศ. 211 โดยกษัตริย์ Septimus Severus อาณาจักรเริ่มเสื่อมสลายในช่วงศตวรรษที่ 4 และท้ายที่สุดโดนทรายแห่ง อาหรับลบเลือนไปจากโลกภายนอกปัจจุบัน อาณาจักรเลปติส เมกนา ถูกค้นพบอีกครั้งโดยนัก โบราณคดีชาวยุโรป และยังคงสภาพสมบูรณ์ไว้อย่างชัดเจน จน องค์การยูเนสโก้ประกาศเป็น มรดกโลกในปี ค.ศ.1982

1.The Library of Celsus

ห้องสมุดเซลซุสตั้ง เมืองเอเฟซุส ประเทศตุรกี ซึ่งเมืองเอเฟซุสเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่ส มัยปลายยุคโลหะ ในราวศตวรรษที่ 7 ก่อน คริสตกาล ภายใต้การปกครองของอาณาจักรลิเดีย เอเฟซุสเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุดในแถบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งภายใต้การปกครองของโรม ัน เป็นเมืองใหญ่ที่สุด 1 ใน 5 ของจักรวรรดิโรมัน และใหญ่ที่สุดในเขตเอเชีย... และห้องสมุดเซสซุสก็เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่หลงเหลือ อยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ ปัจจุบันเหลือเฉพาะด้านหน้าของอาคารเท่านั้น ห้องสมุดเซลซุส เป็นอาคาร 2 ชั้น สร้างในปี ค.ศ.114-117 โดย ดิเบริอุส จูลิอุส อาควิลา เพื่ออุทิศให้กับ 'ดิเบริอุส จูลิอุส เซลซุส' ผู้เป็นบิดา โดยฝังโลงศพหินเอาไว้ที่ใต้หอสมุดและใช้เป็นแหล่งรวบ รวมความรู้ แสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ในอดีต ห้องสมุดแห่งนี้มีทางเข้า 3 ทาง โดยบริเวณประตูทางเข้ามีรูปแกะสลักเทพี 4 องค์ประดับอยู่ ได้แก่ เทพีแห่งปัญญา เทพีแห่งคุณธรรม เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด และเทพีแห่งความรู้ รูปแกะสลักเทพีทั้ง 4 องค์นี้เป็นของจำลอง ส่วนของจริงนักโบราณคดีชาวออสเตรียได้นำกลับไปออสเตรีย และตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา

ที่มา : unigang

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

5 เทคนิค สวยใสหลังปาร์ตี้

สำหรับสาวๆ ที่กำลังผจญกัยปัญหาน้ำหนักขึ้น หน้าตาไม่สดใส ผิวพรรณไม่ปล่งปลั่ง หลังจากไปหลั่นลั่นลาที่งานปาร์ตี้กันทั้งคืน ขอบอกว่าไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ เพราะเรามีเทคนิครับมือกับปัญหาเหล่านี้มาฝากกัน

1. ก่อนออกจากบ้านควรเลือกกินผินหรือผลไม้ แทนอาหารในหมวดหมู่อื่นรองท้องไปก่อน เพราะผักและผลไม้นี่แหละเป็นศูนย์รวมของไฟเบอร์ จะช่วยให้คุณอิ่มและลดความอยากอาหารลง ทำให้ไม่เผลอดื่มหรือกินขนมภายในงานมากจนเกินไป ซึ่งคุณคงไม่รู้หรอกว่า หากตามใจปากอยู่บ่อยๆ จะทำให้คุณรับแคลอรี่เพิ่มขึ้นถึง 40 % เชียวนะคะ

2. ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากจะมีแคลอรี่สูงแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการเจริญอาหารยิ่งขึ้นอีก ทางที่ดีคุณควรดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำอัดลมแบบไดเอทและหลังจากการดื่มเครื่อง ดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพราะการทำแบบนี้นอกจากจะช่วยให้กำจัดปริมาณเครื่องดื่ม แอลลกอฮอล์แล้ว ยังช่วยให้ลดปริมาณแคลอรี่ได้อีกทางหนึ่งด้วยนะคะ

3. หลังจากกลับจากปาร์ตี้ หากรู้สึกว่าตัวเองอืดๆ หนักๆชอบกล(เพราะเผลอกินมากเกินไป) ให้คุณลดปริมาณแคลอรี่ในมื้อถัดไปให้น้อยลงกว่าปกติ แล้วทำอย่างนี้ต่อไปอีก 2-3 วัน พร้อมทั้งแบ่งเวลาไปออกกำลังกายด้วย ซึ่งถ้าคุณสามารถกำจัดปริมาณพลังงานที่ได้รับให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ประมาณ 100 แคลอรี่ต่อวันแล้วบวกกับการกินอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างสม่ำ เสมอ ภายใน 1 ปี น้ำหนักคุณจะหายไป 4.5 กิโลกรัมเลยเชียวนะ

4. หากเกิดอาการเมาค้าง ตามตำราไทยบอกว่าวิธีที่กำจัดแอลกอฮอล์ให้ได้ผลเร็วที่สุดก็คือการดื่มน้ำ เมล็ดถั่วแปบ เพราะในเมล้ดถั่วแปบจะมีสารโดลิโคสเตอโรนอยู่ สามารถลดการดูดซึมแอลกอฮอล์จากกระแสเลือดได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นตำราจีนละก็จะต้องดื่มน้ำผักโขม เพราะในผักโจมมีธาตุเหล็ก วิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม และน้ำ ซึ่งสารทั้งหมดนี้จะช่วยชะล้างแอลกอฮอล์ได้ค่ะ

5. รับประกันได้เลยว่าหลังจากงานปาร์ตี้ สาวๆ จะต้องมีร่องรอยของการทรุดโทรให้เห็นแน่ ๆ ถ้างั้นมื้อต่อไปคุณลองเพิ่มแตงกวาเข้าไปสักหนึ่งเมนูสิคะ เพราะการที่แตงกวามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มากจะช่วยให้ผิวพรรณคุณสดใสแล้ว ชุ่มชื่นขึ้นค่ะนอกจากการกินอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผิวพรรณสดใสขึ้นได้นะคะ ฉะนั้นหลังจากมื้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง ให้กินกล้วยสักใบ จะช่วยให้คุณหลับสบายขึ้นค่ะ

ที่มา : นิตยสาร Woman Plus ผู้สนับสนุนเนื้อหา

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

น้ำยาล้างผักสูตรทำเองง่ายๆ

การขนส่งผักกว่าจะถึงมือผู้ซื้อ แน่ใจได้อย่างไรว่าสะอาด ปลอดภัย และปราศจากสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
การใช้น้ำยาล้างผัก สามารถลดสารพิษในผักได้มากกว่าการล้างด้วยน้ำเปล่า จะซื้อหามาใช้งาน หรือต้องการประหยัดด้วยการทำเอง ก็มีสูตรน้ำยาล้างผักที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ มาแนะนำ 3 สูตร ดังนี้

1. สูตรน้ำส้มสายชู (ลดสารพิษได้ถึง 90-95%)นำน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาดหรือน้ำประปาธรรมดา 15-20 ลิตร แล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง

2. สูตรน้ำเกลือ (ลดสารพิษได้ถึง 60-70%)นำเกลือ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 4-5 ลิตร แล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง

3. สูตรน้ำโซเดียมไบคาร์บอเนต (ลดสารพิษได้ถึง 90-95%)นำโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 20-25 ลิตร แล้วนำผักมาแช่ทิ้งไว้ 15-20 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่า 3-4 ครั้ง

การรับประทานผักมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรล้างก่อนรับประทาน เพราะ ช่วยให้ ผักสะอาด และลดสารพิษที่ปนเปื้อนมากับผักได้ ใส่ใจสักนิดเพื่อสุขภาพของตัวคุณ

ที่มา : หนังสือ สวยด้วยผัก โดย ดิฐลดา เพียง

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เลิกดื่มน้ำเย็นกันเถอะ

บางครั้งที่เหน็ดเหนื่อยมีเหงื่อมาก กระหายน้ำ การดื่มน้ำเย็นเข้าไปในทันทีอาจไม่ให้ผลดีต่อร่างกายนักการดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วต่อวันจะมีประโยชน์ เพราะน้ำช่วยหล่อลื่นให้ระบบต่างๆทำงานได้ดีขึ้น ระบบขับถ่ายดี ผิวพรรณสดใส แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่อุณหภูมิเดียวกับอุณหภูมิห้อง
การดื่มน้ำเย็นเกินไปเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เส้นเลือดที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารหดตัวลง กว่าเซลล์จะปรับตัวและขยายตัวเพื่อดูดซึม ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการปรับอุณหภูมิก่อนดูดซึม จึงมักเกิดอาการจุกหน้าอกเมื่อกระหายน้ำแล้วดื่มน้ำเย็นจัดเข้าไป ขณะที่น้ำธรรมดาที่อุณหภูมิห้อง ( 35 ºc ) ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้เลย

ที่มา : สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง